วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เที่ยวอาสา ณ Elephant Nature Park



ตั้งแต่เปิดตัวหนังสือ “บันทึกของลูกช้าง” ของคุณหนูนา กัญจนา ศิลปอาชา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดิฉันนึกอยากมาเยี่ยม คุณเล็ก แสงเดือน ชัยเลิศ ผู้ก่อตั้งศูนย์บริบาลช้าง Elephant Nature Park (ต้นตอของเรื่องในหนังสือ) มาตลอด เพราะอยากรู้จริง ๆ ว่าอะไรผลักดันให้หญิงเหล็กคนนี้ช่วยเหลือช้างไทยมากกว่า 200 ตัว และหากนักท่องเที่ยวไม่ควรสนับสนุนการขี่ช้าง ดูโชว์ช้าง หรือซื้ออ้อยให้ช้างกินบนท้องถนนในกรุงเทพฯ (อ่านความจริงแสนทารุณที่ช้างพวกนี้ต้องเจอได้ในหนังสือ “บันทึกของลูกช้าง”) เราจะสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยและเชยชมความน่ารักของช้างได้อย่างไร

นอกจากจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมาเยือนแบบวันเดียวและค้างคืนแล้ว ที่นี่ยังเปิดโอกาสให้มา “เที่ยวอาสา” ด้วย ส่วนมากอาสาสมัครจะมาอยู่ที่นี่หนึ่งสัปดาห์ ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับ Holly Wilson สาวน้อยวัย 23 จากแคลิฟอร์เนีย เธอฝันที่จะท่องเที่ยวและทำงานอาสาสมัครไปพร้อมกัน

“อาสาสมัครส่วนมากมาจากอังกฤษ อเมริกา และออสเตรเลีย พวกเราจะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 10 คน ทุกเช้าตื่นหกโมง ทานข้าวเจ็ดโมง ทำงานสองกะ กะเช้าเริ่มแปดโมง กะบ่ายเริ่มบ่ายโมง กะละประมาณ 3 ชั่วโมง เวียนงานไปเรื่อย ๆ งานที่ทำอาจไม่ได้อยู่กับช้างโดยตรง แต่เป็นงานที่จะช่วยให้ช้างอยู่สบายและทำให้ศูนย์ฯ ดำเนินงานได้ ได้แก่ ทำความสะอาดที่นอนของช้าง คือ เก็บอึและอาหารที่เหลือให้ที่นอนสะอาด เตรียมอาหารช้าง เช่น เอาแตงโมออกจากหลังรถ (เยอะมาก ซื้อทีละสี่ตัน เพราะช้างกินเยอะมากถึง 10% ของน้ำหนักตัว) ล้างให้สะอาด ไม่ให้มีสารเคมีตกค้าง หรือไม่ก็ไปตัดอ้อยหรือข้าวโพด” Holly บอกว่าตัดอ้อยยากหน่อย เพราะมีหนามแหลม ต้องใส่ถุงมือ ตัดข้าวโพดจะง่ายกว่า แต่ใครได้เวรตัดข้าวโพด ต้องไปทั้งวัน เพราะต้องนั่งรถออกไปประมาณหนึ่งชั่วโมง



“ฉันมีความสุขมากที่ได้มาที่นี่ นอกจากทำงานแล้ว ฉันยังได้ไปเดินเล่นกับช้าง เดินทีสามชั่วโมง ได้เจอช้างมากกว่ายี่สิบตัว แล้วไกด์ก็ให้ความรู้และเล่าประวัติช้างแต่ละตัวอย่างรู้จริง ตัวไหนไปช่วยมาจากคณะละครสัตว์ ตัวไหนถูกเจ้าของเดิมทำให้ตาบอด ก่อนฉันมาที่นี่ ฉันท่องเที่ยวไปทั่วประเทศไทย พักที่ฮอลเท็ล บรรยากาศก็จะโกลาหลหน่อย มีฉากปาร์ตี้เยอะ แต่ที่นี่ เราอยู่ท่างกลางป่าเขาลำเนาไหน สวยงามมาก”

“ฉันประทับใจทีมงานที่ทำงานอย่างตั้งใจจริง เช่น เวลาพวกเราปั้นข้าวเป็นลูกกลม ๆ ให้ช้าง ทีมงานจะตรวจละเอียดว่าพวกเราปั้นก้อนเท่ากันตามมาตรฐานไหม เพราะหากไม่เท่า ช้างจะรู้สึกไม่ยุติธรรม อาจมีน้อยใจหรืออิจฉาได้ ช้างก็จะเคืองกันและอิจฉากัน คือใส่ใจลงรายละเอียดจริง ๆ และตอนนี้ที่นี่ไม่ได้ช่วยแค่ช้าง แต่มีช่วยเหลือสุนัขจรจัดจากตอนที่กรุงเทพฯ น้ำท่วมหลายปีก่อนด้วย ตอนนี้มีสุนัขกว่า 400 ตัว”

ดิฉันถามคุณเล็กถึงที่มาของโครงการอาสาสมัคร “องค์กรที่ทำงานเรื่องสัตว์ส่วนมากเน้นรับการสนับสนุนเป็นเงิน แต่โครงการอาสาสมัครจะช่วยสร้างความยั่งยืน เพราะพี่คิดว่าเป็นการให้การศึกษา เป็นเหมือนพลังขับเคลื่อนที่จะส่งต่อสารไปในวงกว้าง เพราะเราได้เปิดใจให้พวกเขาเข้าใจเรื่องช้าง คนกลุ่มนี้จะมีพลังนำข้อมูลและความประทับใจไปสื่อสารให้เพื่อนต่อได้”

ดิฉันเห็นถึงความสำคัญของการอาสา ช่วงเวลาที่เราได้ทำประโยชน์ เราภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของตัวเอง ช่วงเวลาที่เราได้ปฏิสัมพันธ์กับ “ชุมชน” และกับเพื่อนอาสาสมัครต่างถิ่น เราได้เปิดโลกทัศน์ แลกเปลี่ยนมุมมองชีวิต ตอนนี้เวลาสัมภาษณ์พนักงานใหม่ก็จะพิจารณาคนที่เคยออกค่ายมากเป็นพิเศษ

ลองไปเที่ยวอาสา (หรือเที่ยวเฉย ๆ ) ที่ศูนย์บริบาลช้าง Elephant Nature Park นะคะ

วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สร้างศูนย์วิทยาศาสตร์ในโรงเรียน


หากใครเคยมาเที่ยวศูนย์วิทยาศาตร์ Phaenomenta ที่นานมีบุ๊คส์ สุขุมวิท 31 จะสังเกตว่า ที่นี่แปลกกว่าที่อื่น เพราะไม่มีบอกวิธีเล่นและไม่มีคำอธิบายว่าเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร นี่เป็นแนวคิดของ Dr.Lutz Fiesser ผู้ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์ Phaenomenta ประเทศเยอรมนี ปัจจุบันมี 3 สาขา

Dr.Fiesser ต้องการปฏิวัติการเรียนรู้แบบดั้งเดิม ที่ผู้สอนกรอกข้อมูลใส่หัวผู้เรียน โดยไม่รู้เลยว่าผู้เรียนสนใจไหม รับได้ไหม แบบที่เราพูดกันว่า “ฟังหูซ้ายทะลุหูขวา” Dr.Fiesser บอกว่าการเรียนรู้มี 2 แบบ มีเบบี๋คนหนึ่งได้ตุ๊กตาหมาเป็นของขวัญ (ตั้งชื่อว่าจูลี่) กินนอนกับจูลี่ตลอด หากวันหนึ่งได้เจอหมาตัวจริง เบบี๋จะเชื่อมโยงทันทีว่าหมาคือจูลี่ จูลี่คือหมา Dr.Fiesser เรียกกระบวนการนี้ว่า Assimilation หรือซึมซับ แต่หากวันหนึ่งเบบี๋เจอเป็ด เกิดมาไม่เคยเห็นเป็ดมาก่อน ทำให้สับสนมากว่าคืออะไร กระบวนการนี้สร้างความขัดแย้งในสมอง ทำให้ไม่สมดุล ด้วยธรรมชาติ จะต้องพามาสมดุล เบบี๋ก็จะพยายามทำความเข้าใจ จนสุดท้ายรู้ว่า นี่คือเป็ด กระบวนการนี้คือ Accommodation ความตั้งใจของ Dr.Fiesser ในการก่อตั้ง Phaenomenta ก็คือสร้างบ้านแห่ง Accommodation นั่นเอง คือ สร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสกับปรากฏการณ์ที่ไม่คาดคิด อาจขัดแย้งกับสิ่งที่เคยนึก และด้วยการปฏิบัติจริง ใช้ประสาทสัมผัสทั้งหมด และการสนทนา ต่อล้อต่อเถียง เด็ก ๆ จะสร้างความเข้าใจขึ้นมาได้เอง

ปัจจัยที่จะทำให้กระบวนการนี้สำเร็จ คือ ต้องมีเวลา และผู้ใหญ่ห้ามรบกวนกระบวนการเรียนรู้นี้ นั่นคือ ครูห้ามบอก ห้ามถาม ห้ามแจกใบงาน

เวลาเท่าไรจึงจะพอ เมื่อโรงเรียนพาเด็ก ๆ มาทัศนศึกษา ก็มีเวลาแป๊บเดียว และไม่ใช่พ่อแม่ทุกคนจะพาลูกมาซ้ำ หากจะขจัดข้อจำกัดเรื่องเวลาออก เราก็ต้องเอาศูนย์วิทยาศาสตร์ไปไว้ที่ที่เด็ก ๆ อยู่ตลอดเวลา นั่นคือโรงเรียน นี่คือต้นกำเนิดของโครงการ Mini Phaenomenta การสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งตอนนี้มาประเทศไทยแล้ว เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ นานมีบุ๊คส์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยังมีสถาบันเกอเธ่เป็นผู้สนับสนุนอีกแรง

คุณอาจถามว่า มันแพงเกินไปไหม ที่แต่ละโรงเรียนจะต้องลงทุนสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์ Dr.Fiesser จึงได้ออกแบบและคัดเลือกบางสถานีการทดลองจาก Phaenomenta มาดัดแปลงให้สร้างได้ง่าย ใช้วัสดุที่ไม่แพง ทำวิจัยมากว่า 20 ปี จนออกมาเป็น 52 สถานีที่ผู้ปกครองสามารถสร้างได้เพื่อมอบให้โรงเรียน
ใช่แล้วค่ะ ผู้ปกครองต้องเป็นคนสร้างนะคะ ตอนแรกดิฉันแลกเปลี่ยนกับ Dr.Fiesser ว่า พ่อแม่คนไทยไม่ยอมทำแน่นอน มีเงิน ยินดีจ้าง

Dr.Fiesser จึงออกแบบวิธีการของโครงการนี้ คือ เราต้องทำให้ครูเห็นภาพก่อนว่า การสร้างสถานี (ส่วนมากเป็นงานไม้) ง่ายนิดเดียว ทุกคนทำได้ และต้องสร้างความเข้าใจของกระบวนการเรียนรู้แบบนี้ก่อน จากนั้น โครงการจะเอาสถานี Mini Phaenomenta ไปให้ยืมที่โรงเรียน 2 สัปดาห์ ตั้งไว้ตามทางเดินของห้องเรียน ดิฉันคงยังไม่ลงรายละเอียดมาก แต่จุดสำคัญ คือ โรงเรียนจะต้องนัดให้ผู้ปกครองมาดูปฏิกิริยาที่เด็ก ๆ มีต่อ Mini Phaenomenta ในสัปดาห์ที่สอง ผู้ปกครองจะเห็นเลยว่า เด็ก ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จากนั้น ผู้ปกครองก็สามารถลงชื่อเป็นอาสาสมัครช่วยสร้างสถานี รับไปบ้านละสถานี ครูที่ผ่านการอบรมมาแล้ว จะช่วยคุยกับผู้ปกครองให้ว่า ทำได้ง่ายมาก อีกอย่าง หากผู้ปกครองสร้าง เด็ก ๆ จะช่วยกันดูแลสถานีอย่างภูมิใจ มันจะยั่งยืนกว่าด้วยค่ะ

โครงการนี้เกิดขึ้นเพราะเมื่อปี 2002 ครั้งที่ OECD จัดการประเมินระดับนานาชาติ PISA เป็นครั้งแรก ผลการประเมินของเยอรมนีตกต่ำมาก ภาคอุตสาหกรรมไปขอร้องให้ Dr.Fiesser ช่วยคิดเครื่องมือที่จะมาช่วยเด็กเยอรมนี จนออกมาเป็น Mini Phaenomenta แบบทุกวันนี้

พวกเราทีมไทยก็เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ สองสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเชิญ Dr.Fiesser และวิทยากรอีก 4 ท่านมาอบรม Core Trainer หรือวิทยากรหลัก เพื่อที่เราจะได้ขยายผลสู่โรงเรียนในประเทศไทยได้ ถือเป็นสองสัปดาห์ที่สนุกสนานและปลุกเร้าจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างยิ่ง

หากคุณเป็นผู้ปกครองที่สนใจสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์ Mini Phaenomenta ให้กับโรงเรียนของลูกหลาน อีเมลมาหาดิฉันเลยนะคะ 

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ฟังเสียงน้ำเลี้ยงไหลวนใต้เปลือกไม้

การปลูกฝังให้เด็กรักและชื่นชมธรรมชาติทำได้ง่ายจากการอ่านหนังสือและเปิดโอกาสให้พวกเขาได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของสิ่งรอบตัว
เมื่อวานดิฉันได้รับเกียรติร่วมเสวนาเปิดตัวหนังสือนิทาน “ฉันชื่อ...เจน” โดย Patrick McDonnell ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47 “ฉันชื่อ...เจน” ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของ ดร.เจน กูดออลล์ นักสัตววิทยาชื่อดังของโลก เชี่ยวชาญเรื่องลิงชิมแปนซี ปัจจุบันเป็นนักเคลื่อนไหวคนสำคัญที่สร้างความตระหนักเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ถึงแม้ว่าลิงชิมแปนซีไม่ได้เป็นสัตว์พื้นเพของประเทศไทย  ดิฉันตกหลุมรัก “ฉันชื่อ...เจน” เพราะมันพาเรากลับไปความคิดพื้นฐานที่สุด คือ ความเรียบง่ายที่สวยงามของธรรมชาติ ในหนังสือ เจนเป็นเด็กหญิงที่รักสัตว์มาก มีตุ๊กตาลิงชิมแปนซีชื่อจูบิลี เจน (และจูบิลี) ชอบออกไปเล่นนอกบ้านที่สุด ชอบดูนกทำรัง ดูแมงมุมชักใย ดูกระรอกวิ่งไล่กันไปมา ไต่ต้นไม้ เจนรียนรู้เรื่องสัตว์เพิ่มเติมจากการสำรวจสวนหลังบ้านและอ่านหนังสือ เมื่อเจนสงสัยว่าไข่มาจากไหน ก็จะแอบไปดูไก่ไข่ในเล้าไก่ของคุณยาย
Patrick McDonnell เขียนว่า “นี่คือโลกมหัศจรรย์ที่มีแต่เรื่องสนุกและน่าทึ่ง เจนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้” จะดีไม่น้อย หากพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ จะเตือนใจตัวเองได้ทันกาล เมื่อรู้สึกย่อท้อและหมดหวัง เปลี่ยนหน้าเครียดเป็นรอยยิ้มกว้าง เมื่อเห็นพลังของธรรมชาติที่แสนลี้ลับและพิศวง
ดวงอาทิตย์ที่กลมดิก จันทร์เสี้ยวที่ยิ้มให้เรา เสียงนกที่หยอกล้อกัน หรือแม้กระทั่ง “เสียงน้ำเลี้ยงที่ไหลวนอยู่ใต้เปลือกไม้” ที่เจนชอบแนบแก้มฟัง และ “เสียงหัวใจที่กำลังเต้น ตึ้กตั้ก ตึ้กตั้ก ตึ้กตั้ก”
ดร.เจน กูดออลล์ เกิดมาในบ้านที่ไม่ค่อยมีเงิน รักสัตว์และธรรมชาติตั้งแต่เด็ก มีความฝันอยากไปแอฟริกาตั้งแต่ 10 ขวบ ไปอยู่กับสัตว์ อยากไปอยู่ในป่าเหมือนทาร์ซาน (ที่มีแฟนชื่อเจน!) และเมื่อโอกาสมาถึง เธอก็คว้ามันทันที เจนไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย เธอไม่ได้เป็นนักสัตววิทยา
ความจริงแล้วงานแรกของเธอในแอฟริกาคือเป็นเลขาให้นักมานุษยวิทยา หลุยส์ ลีกกี้ แต่ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่รักสัตว์ ช่างสังเกต ชอบตั้งคำถาม และค้นหาศึกษาหาคำตอบ มุ่งมั่น และใจเย็น ลีกกี้ก็มอบหมายให้เจนไปศึกษาลิงชิมแปนซีที่แทนซาเนีย ซึ่งต้องบุกเข้าไปในป่าเอง มีผู้ติดตามไม่กี่คน ที่สำคัญต้องอยู่นาน กินนอนในนั้นเลย ครั้งนี้เจนชวนแม่ของเธอเข้าไปด้วย
ศึกษา เฝ้ามองอยู่นาน เจนค้นพบว่าลิงชิมแปนซีประดิษฐ์และใช้เครื่องมือได้ คือ อยู่ดี ๆ ชิมแปนซีก็หักกิ่งไม้ รูดใบไม้ออก แล้วแหย่ไม้เข้าไปในรังมด เหตุการณ์นั้นทำให้โลกต้องหวนคิดว่า “สิ่งใดทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์” แต่เจนเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่มีปริญญา เส้นทางชีวิตของเจนต้องต่อสู้ทางความคิดกับนักวิทยาศาสตร์หัวเก่ามากมาย
40 ปีในแอฟริกา เจนเห็นถึงปัญหาตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งทำลายที่อยู่ธรรมชาติของลิงชิมแปนซี แต่เจนก็พบว่า การที่มนุษย์ตัดป่าเพราะยากจน ไม่มีอะไรกิน สร้างแรงบันดาลใจให้ ดร.เจน ก่อตั้งสถาบันเจน กูดออลล์ ขึ้น ทำงานเคลื่อนไหวเรื่องช่วยให้ชุมชนใกล้ป่าเพาะปลูกอาหารได้มากขึ้น และสอนให้ผู้คนรู้จักวิธีปกป้องสัตว์ป่าในบริเวณใกล้เคียง สถาบันฯ ยังมีโครงการชื่อ “Roots and Shoots” เชิญชวนคนหนุ่มสาวให้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสังคม และลุกขึ้นมาแก้ปัญหานั้น ปัจจุบันมีเครือข่ายในกว่า 120 ประเทศ
ดร.เจน กล่าวความในใจในหนังสือว่า “เราทุกคนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ละวันที่ใช้ชีวิต เราก่อผลกระทบต่อโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่เราก็มีทางเลือกว่า จะสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบใด ชีวิตมนุษย์เกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ฉันอยากขอแรงพวกเราทุกคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว มาช่วยกันทำให้โลกนี้เป็นที่ที่ดีขึ้นสำหรับผู้คน เหล่าสัตว์และสิ่งแวดล้อม”
กลับไปที่นิทาน ดิฉันคิดว่าแรงปรารถนานี้จะลุกโชนได้ หากเด็ก ๆ รักธรรมชาติและรู้สึกว่าตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำให้ดีที่สุดดีกว่าไม่ทำเลย

สัปดาห์นี้ดิฉันได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า British International School Phuket หรือ BISP (เดิมชื่อ Dulwich International College) รู้สึกประทับใจโรงเรียนภายใต้การบริหารของครูใหญ่ Mr. Niel Richards อย่างมาก หลายคนก็อยากคิดว่าโรงเรียนในรุ่นของเรานั้นดีสุด แต่ดิฉันดีใจแทนรุ่นน้องที่ได้รับการศึกษาชั้นเลิศจากโรงเรียนในปัจจุบัน

ก่อนที่ Mr. Richards จะย้ายมาเป็นครูใหญ่ที่นี่ในปี 2011 ท่านเคยเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียน United World College of the Atlantics ที่เวลส์มาก่อน อัพเดทกันคราวนี้ Mr. Richards เล่าถึงนโยบายของเจ้าของโรงเรียน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ที่จะทำให้โรงเรียน BISP เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร พร้อมสร้าง “บรรยากาศแห่งความเป็นเลิศ” ในการเรียนรู้ให้กับนักเรียน

ตอนนี้โรงเรียนวางกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบของ Academy หรือที่ Mr. Richards เรียกว่า “หลักสูตรแห่งความใฝ่ฝัน” (aspirational curriculum) ซึ่งจะพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้ต่อยอดจนถึงความเป็นเลิศ ทำอย่างไรที่จะสร้างโอกาสให้นักเรียนแสดงความสามารถเกินความคาดหมาย ทะลุเพดานการสอนแบบดั้งเดิมของโรงเรียน และสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้จากในโรงเรียนสู่โลกภายนอกได้ ตอนนี้ BISP มีทั้งหมด 8 Academy ที่เด่นที่สุดน่าจะเป็นด้านกีฬา ครอบคลุมถึงการว่ายน้ำ (Flying Fish / JSA) ฟุตบอล (Cruzeiro Football Academy) เทนนิส (RPT Tennis) และกอล์ฟ (Golf Academy) นอกเหนือจากด้านกีฬา โรงเรียนยังมี Academy สำหรับภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล ศิลปะ การแสดง และธุรกิจ

ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนต้องเรียน Academy เด็กทุกคนจะต้องได้เรียนในหลักสูตรปกติอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่หากคนไหนต้องการพัฒนาศักยภาพให้สูงสุด ก็มาเรียนเพิ่มใน Academy ได้ ตอนนี้นักเรียน BISP ได้ไปแข่งชนะในระดับโอลิมปิกเยาวชน การแข่งขันระดับโลก เอเชียนเกมสม์ ซีเกมส์ และอีกมากมาย

สำหรับดิฉันเอง ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการเป็นคนที่เก่งที่สุด แต่ดิฉันรู้สึกประทับใจเมื่อได้อ่านจดหมายที่ Mr. Richards เขียนถึงผู้ปกครองเกี่ยวกับการเล่นกีฬา จึงขอแลกเปลี่ยนกับทุกท่านนะคะ

Mr. Richards เล่าถึงคราวที่เป็นโค้ชให้ทีมนักเรียน มีนักเรียนคนหนึ่งหันมาบอกว่า “มันเป็นเพียงแค่เกม” ถึงแม้ว่าน้องคนนั้นพูดถูก ทำไม Mr. Richards ถึงรู้สึกโกรธขนาดนี้ ทำให้คิดต่อว่า หากเป็นเพียงแค่เกม ฉันจะคาดหวังให้นักกีฬาเสียสละ ลงแรง ลงใจมากขนาดนี้ได้อย่างไร

“แต่นี่ก็คือหัวใจของกีฬา มันไม่บ่อยที่เราจะมีโอกาสโฟกัสร่างกายและสมองเพื่อมุ่งสู่จุดสำเร็จ โดยเฉพาะหากทำได้เป็นทีม ยิ่งสอนให้เราสลัดความเห็นแก่ตัว และรวมพลังกับ สหาย ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดบ่อยกับกิจกรรมประเภทอื่น ในระหว่างการแข่ง ผมคาดหวังว่านักกีฬาจะต้องมีสมาธิและเล่นเต็มที่ ทั้งใจและกาย ถือเป็นการสร้างคุณลักษณะ (character) ให้กับคน ซึ่งก็คือกระดูกสันหลังของชีวิตนั่นเอง

“มันจะเป็นเพียงแค่เกม เมื่อการแข่งขันจบลงแล้ว เมื่อนักกีฬาได้ทำดีที่สุดเพื่อชัยชนะของทีม เมื่อนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่ผลลัพธ์อีกต่อไป มีแต่ว่าเราได้ทำเต็มที่แล้วหรือยัง

ว่าแล้ว Mr. Richards ก็อ้างอิงถึงบทกวี “IF” ของ Rudyard Kipling ที่ขอให้เรามองภาพลวงตาของ “ความสำเร็จ” และ “ความหายนะ” อย่างเดียวกัน ซึ่งเป็นบทกวีที่ติดอยู่ทางเข้านักกีฬาของสนามแข่งวิมเบิลดัน และยังต่อยอดว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับกีฬา แต่กับเรื่องอื่นด้วย เช่น ศิลปะ ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่ทักษะทางกายภาพกับความนึกคิดต้องทำงานร่วมกัน”

ดิฉันเห็นด้วยกับข้อความในจดหมายของ Mr. Richards นะคะ ดิฉันเคยให้ข้ออ้างกับตัวเองว่า ไม่ต้องซีเรียสหรอก มันไม่ใช่ทางของเรา จนตัวเองไม่ได้ลองทำให้ดีที่สุด พอมาคิดดู เหมือนเราดูถูกตัวเองนะคะ หากเราไม่ลองให้เต็มที่ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราทำได้


ปิดท้ายด้วยคำถามยอดนิยมของดิฉัน โรงเรียนที่ดีต้องเป็นอย่างไร Mr. Richards บอกว่าโรงเรียนที่ดีคือโรงเรียนที่แคร์ ท่านเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องอ่อนไหว หมายถึงปัจจัยสำเร็จในการเรียนรู้คือจิตภาวะของนักเรียน ความจริงแล้วเบื้องลึกของมนุษย์ทุกคนมีความเอื้ออาทร หากปราศจากโอกาสที่จะแสดงความห่วงใยให้กับผู้อื่น หรือเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่น ความเอื้ออาทรนี้ก็จะลดหายลงเรื่อย ๆ แต่หากนักเรียนมีโอกาสนี้ ก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Active Youth

ในที่ประชุมสภาการศึกษาคาทอลิกวันนี้ อ.สุมิตรา พงศธร แห่งโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย เชิญ อ.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ จากมูลนิธิเพื่อคนไทยมาแบ่งปันผลวิจัย “คนไทยมอนิเตอร์ 2557: เสียงเยาวชน” มีเป้าหมายเพื่อสร้างเยาวชนที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม (Active Youth) ยิ่งฟังยิ่งน่าสนใจ เพราะประเด็นที่ดิฉันไปแบ่งปันก็คือเรื่องการสร้าง Active Citizen เหมือนกันค่ะ 
อันดับแรก จากการสำรวจเยาวชนวัย 15-24 ปีจากหลากหลายสถานะ 4,000 คน พบว่าส่วนมากมีความคาดหวังกับตัวเองสูงมาก และรับรู้ถึงความคาดหวังของพ่อแม่ว่าอยากให้เรียนเก่ง อยากให้มีงานที่มั่นคง อันดับสอง พบว่า 70% ของเยาวชนกลุ่มนี้เผชิญกับภาวะเครียดถึงขั้นซึมเศร้า สิ้นหวัง หลายครั้งอยากยอมแพ้ ล้มเลิก อันดับต่อมา พบว่า 80% ของเยาวชนกลุ่มนี้เคยมีประสบการณ์ทุจริต เช่น โกงข้อสอบ ให้เพื่อนลอกการบ้าน 70% เคยทุจริตในรูปแบบอื่น เช่น เซ็นชื่อแทนกัน ให้สินบน และ 80% ของคนกลุ่มนี้คิดว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ผิด บ้างบอกว่า พื้นฐานของตนเป็นคนดี เพราะฉะนั้นนิด ๆ หน่อย ๆ ย่อมไม่เป็นไร
มูลนิธิเพื่อคนไทยสรุประดับของ Active Youth เป็น 5 ระดับ คือ
1. ระดับบุคคล คือ มีน้ำใจ มีจิตสำนึกต่อสาธารณะ พร้อมจะลงมือแก้ปัญหาเพื่อส่วนรวม
2. ระดับสังคม มีส่วนร่วมในการทำเพื่อส่วนรวม เช่น เคารพกฎระเบียบกติกาทางสังคม พัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
3. ระดับรัฐ มีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น เลือกตั้ง ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ติดตามตรวจสอบนักการเมืองได้
4. ระดับสิ่งแวดล้อม พยายามอนุรักษ์ พัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกป่า ลดใช้ถุงพลาสติก
5. ระดับคุณค่า คือ ยึดถือสิ่งดี ๆ เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และความเข้าใจในหลากหลายวัฒนธรรม
อ.กฤตินี พูดต่อว่า Active Youth คิดกว้างกว่าตัวเอง เคารพความหลากหลายของผู้อื่น มุ่นมั่นอยากทำให้ดีขึ้น กล้าที่จะลุกขึ้นมาทำ แล้วก็ทำจริง แต่ปัญหาของสังคมไทย คือ คนไทยมักคิดเล็ก เพียงทำตัวเองให้ดีก็ดีพอแล้ว ทำเท่าที่จะทำได้ นี่คือข้อจำกัดของการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม
เมื่อถูกถามว่าโตขึ้นคุณจะทำอะไรเพื่อสังคม เยาวชนในกลุ่มสำรวจมักตอบว่า อยากเป็นคนดี ช่วยเหลือผู้อื่น แต่ไม่ค่อยมีใครพูดเรื่องใหญ่ ๆ เช่น เรื่องประชาธิปไตยหรือสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิเพื่อคนไทยเชื่อว่า หากเราปูเส้นทางให้เยาวชนได้เห็น ทั้งด้วยประสบการณ์ทางตรงและด้วยข้อมูล ชี้ให้พวกเขาเห็นว่าเราสามารถทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้าง และพาพวกเขาทำ เช่น ในบริบทวันนี้ มีองค์ประชุมเป็นผู้บริหารการศึกษา เราก็สามารถวางนโยบายในโรงเรียนให้เอื้อต่อการทำกิจกรรมเพื่อสังคมให้กับนักเรียน ทั้งด้วยการจัดเวลา จัดระบบการประเมินประจำปีให้ครอบคลุมกิจกรรมเหล่านี้ เป็นต้น
หลายโรงเรียนในปัจจุบันจัดให้นักเรียนทำกิจกรรมจิตอาสาตั้งแต่เด็ก ให้มีส่วนร่วมกับสังคม แต่บางทีก็อาจมีทางเลือกจำกัด เช่น บ้านพักคนชรา บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นต้น แต่รู้ไหมคะว่า ประเทศของเรามีทางเลือกในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากมาย ล่าสุดมูลนิธิเพื่อคนไทยจัดงาน “คนไทยขอมือหน่อย” ที่รวมกว่า 140 องค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม เป็นทางเลือกให้เยาวชนของเรามาอาสาช่วยงานได้ค่ะ
นอกจากการทำกิจกรรมจิตอาสาแล้ว การเรียนรู้ในห้องเรียนยังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ดิฉันคุยกับ อ.ธิดา พิทักษ์สินสุข ถึงความเชื่อมโยงระหว่าง STEM Education กับการสร้าง Active Citizen เราพูดถึงเรื่องการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ไม่ใช่เรียนเพื่อเรียน แต่เรียนแล้ว สามารถนำความรู้และทักษะที่ได้มาใช้ในการเปลี่ยนแปลงสังคม
อ.ธิดาจึงแนะนำให้ดูวีดีโอใน Youtube ชื่อ “เรียนสถาปัตย์ทำไม” เป็นหนึ่งใน 32 คลิปวิดีโอที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับงานสถาปนิก ’57 ที่ผ่านมา ดีมากเลยนะคะ ขอแนะนำให้ไปลองดูกัน เราจะเห็นเลยว่า เราเรียน...ไปทำไม
หากเราสามารถจัดสภาพแวดล้อมให้เยาวชนของเราเห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งนั้น จัดการเรียนรู้ให้มีความหมาย จัดเวลาให้ได้ทำกิจกรรมจิตอาสา เราน่าจะสามารถสร้าง Active Youth ให้กับประเทศไทยได้มากขึ้นแน่นอน

Note: หากต้องการอ่านผลวิจัยเพิ่ม กรุณาดูที่ www.khonthaifoundation.org

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรียนอะไรในวิชาประวัติศาสตร์

รู้ไหมคะว่า ปี 2558 นี้ครบรอบ 70 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ท่านทูตอิสราเอล ฯพณฯ ชิมอน โรเด็ด เชิญดิฉันเข้าร่วมกิจกรรมวันระลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากลขององค์การสหประชาชาติ (Holocaust Memorial Day) ปีนี้ใช้ธีมว่า “นำชีวิตสู่ความทรงจำ” ถือเป็นงานที่สะเทือนใจมาก หลายคนเดินออกจากห้องด้วยหน้าแดงก่ำ คราบน้ำตาเปื้อนหน้า ดิฉันเองก็ร้องไห้จนวันรุ่งขึ้นใส่คอนแทคเลนส์ไม่ไหว

ถึงแม้ว่าดิฉันเคยได้เรียนถึงเรื่องค่ายกักกันนาซีในช่วงชั้นมัธยม ณ โรงเรียนนานาชาติดัลลิชที่ภูเก็ต แต่หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้นึกถึง พยายามที่จะอ่านถึง หรือพูดถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีกเลย ถึงแม้ต่อมา ดิฉํนพากลุ่มนักศึกษาออกค่ายที่กัมพูชา ถึงจะมารู้เรื่องเขมรแดง ตอนนั้นก็อินมาก แต่พอกลับบ้าน ก็ไม่ได้พูดถึงมันอีก

ในวันงานระลึกฯ ครั้งนี้ ใจความหลักของวิทยากรหลายท่าน คือ อย่าเมินเฉยกับสิ่งรอบตัว เมื่อเห็นสิ่งที่ผิด อย่าเงียบ แรบบายอัมราฮัม คูเปอร์ แห่งศูนย์ไซมอน วีเซนธัล กล่าวว่า “ความเงียบคือผู้สมคบคิดที่น่ากลัวที่สุดของปีศาจ”

ในงานนี้ มีการอภิปรายหัวข้อ “สารจากโฮโลคอสต์ถึงอาเซียน” ตอนแรก ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามตลกว่า ทำไมเดี่ยวนี้ต้องเอาคำว่า “อาเซียน” มาผูกกับทุกเรื่อง มันเวอร์เหลือเกิน แต่สุดท้าย ดร.วาสนา ก็เฉลยว่า เพราะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ได้มีแค่ในยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้น มีอีกเยอะมาก แต่หนึ่งในนั้นก็คือสมัยเขมรแดง ไม่นานมานี้นี่เอง

จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 11 ล้านชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กว่า 25% ของประชากรในช่วงเขมรแดง เป็นเพียงตัวอย่างส่วนน้อยที่ประวัติศาสตร์ซ้ำร้อยอย่างไม่หยุด คิดหรือว่าโศกยนาฏกรรมแต่ละครั้งจะสะเทือนโลกจนเปิดไฟหวอเตือนไม่ให้เหตุการณ์เกิดซ้ำสอง ดูเหมือนว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ได้เชื้อเพลิงมาจากความเกลียดชังยังคงอยู่ มิหนำซ้ำได้แปรสภาพจากการฆ่าคนแบบเป็น ๆ สู่การฆ่าความคิดอีกด้วย

ศ.สุริชัย หวันแก้ว จากจุฬาฯ ยังบอกอีกว่า ตอนนี้สถานการณ์น่ากลัวยิ่งขึ้นด้วย Social Media หากใช้ผิดวิธี ตกอยู่ในน้ำมือของพวกสุดโต่ง (และดิฉันเติมเองว่า พวกที่ไม่เข้าใจอะไรเลย) เรายังเห็นวัยรุ่นบางกลุ่มที่ใช้สัญลักษณ์สวัสดิกะอย่างไร้ความคิด ความเข้าใจ ทั้งบนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือใน Social Media

คำถามสำคัญ คือ ทำไมพวกเราถึงไม่รู้ และทำไมถึงไม่สนใจและทำไมไม่มีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนพูดถึง Holocaust Memorial Day

ดิฉันเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหลักสูตรประวัติศาสตร์สำหรับเด็กประถม-มัธยม ดิฉันจึงโทรศัพท์ไปสอบถามคุณครูจากบางโรงเรียนที่สนิท “ครูคะ ที่โรงเรียนมีสอนเรื่องเขมรแดงไหมคะ ... มีสอนเรื่อง 14 ตุลา ไหมคะ ... มีสอนเรื่องค่ายกักกันนาซี สมัยสงครามโลกครั้งที่สองไหมคะ” คำตอบคือไม่มี หากมี ก็ขึ้นอยู่กับครู ว่าจะโยงมาสู่เรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน

มีวิทยากรชาวกัมพูชาท่านหนึ่ง นายเทอิธ เช จากศูนย์เอกสารข้อมูลแห่งกัมพูชา อายุ 34 ปี เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนเรื่องเขมรแดงสมัยเรียนหนังสือ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นเรื่องที่ผิดมาก ๆ ที่ไม่ได้สอนเรื่องนี้ในโรงเรียน ตอนนี้ในหน้าที่การงานของเขาที่ศูนย์ฯ จะออกเก็บข้อมูลและบันทึกเรื่องราวของเหยื่อของโศกนาฏกรรมครั้งนั้น เขียนออกมาเป็น “เนื้อหา” และไปล๊อบบี้นักการเมืองและรัฐบาลให้บรรจุเรื่องราวนี้ในหลักสูตรแกนกลางได้สำเร็จ

ดูเหมือนเด็ก ๆ ในประเทศเราจะได้เรียนแต่ “ฮีโร่” ที่รบชนะประเทศเพื่อนบ้าน เป็นโฆษณาชวนเชื่อ จนเด็ก ๆ เติบโตมาด้วยความเหยียดหยามคนใกล้ตัว ไม่ได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาดในประวัติศาสตร์ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว หากเราจะทดสอบถามนักเรียนว่า “คิดอย่างไรกับเหตุการณ์ Je suis Charlie” พวกเราคิดว่าเด็ก ๆ จะรู้ไหมว่ามันคือเรื่องอะไร

ดิฉันคงไม่อาจเอื้อมที่จะบอกว่าดิฉันรู้มาก ที่กล้าเขียนก็เพราะว่าดิฉันก็เพิ่งตื่นเหมือนกัน หลายครั้งหมกมุ่นแต่เรื่องตัวเอง มองแต่บริบทที่คนรอบข้างพูดถึง ทำให้มองโลกแคบ ซึ่งบทเรียนครั้งนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะหากดิฉันทำงานในวงการหนังสือ เผยแพร่ความคิดและความรู้ เลยสะท้อนต่อว่า แล้วคุณครูของประเทศเรา พ่อแม่ของประเทศเราพร้อมที่จะตื่นหรือยัง

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

คิดถึงอากง

ไปเชงเม้งครั้งนี้ปลุกความรักครอบครัวขึ้นมาหลายเท่า พี่น้องและเครือญาติต่างมารวมตัวกันเพื่อไหว้บรรพบุรุษ ระลึกถึงพระคุณของอากงอาม่า ทำให้รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่เราเกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เพื่อนคนหนึ่งเคยเปรียบความสำคัญของครอบครัวกับละครสัตว์ เมื่อนักกายกรรมเดินทรงตัวกลางอากาศ มันช่างน่าหวาดกลัว แต่เขารู้ดีว่าหากผิดพลาดตกลงมาก็จะมีตาข่ายรองรับ

ในปัจจุบัน คนเราเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มุ่งทำงาน อยู่กับเพื่อน กับแฟน พักผ่อนกับตัวเอง หลายครั้งหลงลืมที่จะใช้เวลากับพ่อแม่ พี่น้อง และญาติ ทั้ง ๆ ที่เมื่อชีวิตมีปัญหา คนที่คอยโอบอุ้ม พยุงให้ลุกขึ้นมาก็คือครอบครัวเราเอง พ่อของดิฉันมีพี่น้องแปดคน แม่มีแปดคนเหมือนกัน ทั้งตระกูลตอนนี้มีญาติพี่น้อง 97 คน พอมานับจริง ๆ แล้วต้องร้องว้าว เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็มีคน 97 คนที่สนับสนุนเรา

ดิฉันได้คุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับคอนโดสำหรับผู้สูงอายุ เขาบอกว่าที่ญี่ปุ่นเป็นที่นิยมมาก เพราะไม่เพียงเป็นทางเลือกจากบ้านพักคนชรา แต่ตอบโจทย์ความเป็นปัจเฉกบุคคลของคนในปัจจุบัน ดิฉันก็ถือเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง แต่จริงหรือที่คนเราอยากเป็นส่วนตัวจนถึงสุดท้าย หรือเป็นเพียงข้ออ้างจำเป็น เพราะไม่มีคนในครอบครัวใส่ใจจะเลี้ยงดูกันแน่

ดิฉันโชคดีที่มีคุณแม่เป็นตัวอย่างชั้นเลิศเรื่องกตัญญูกตเวที ตอนอากงยังมีชีวิตอยู่ เราจะไปรับอากงมาทานข้าวทุกวันเสาร์ตอนเย็น และวันอาทิตย์ อากงจะมาดูฟุตบอลที่บ้านของเรา

สมัยที่ดิฉันเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกา ตัดสินใจเรียนภาษาจีน เพื่อเขียนจดหมายมาหาอากง คิดย้อนกลับไป อากงคงงงว่าดิฉันเขียนอะไรมา บางครั้งต้องเขียนเรียงความส่งครูโดยใช้คำศัพท์ที่ได้เรียนไปในสัปดาห์ก่อน มีครั้งหนึ่งเรียนเรื่องการครอบครองอาวุธ เพราะที่มิชิแกนเกิดเหตุนักเรียนยิงเพื่อนในโรงเรียนหลายครั้ง ดิฉันก็เขียนความเห็นของดิฉันไปให้อากงอ่าน เพื่อนเคยทักว่าอากงจะอยากอ่านหรือ ดิฉันคิดว่าอย่างน้อยอากงก็จะรู้ว่าดิฉันมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องรอบตัว น่าจะดี เพราะตอนเด็ก ๆ ก็ไม่ได้คุยเรื่องแบบนี้

กลับมาเรื่องเชงเม้ง บรรยากาศที่สุสานกุ้ยฮงปีนี้ดีเหลือเกิน ต้นไม้เขียวขจี ลมพัดเย็นสบาย นกกระสาเล่นน้ำที่บ่อน้ำด้านหน้า ตอนที่ดิฉันโปรยดอกไม้ที่หลุมฝังศพ ก็คิดว่าการตกแต่งบ้านให้บรรพบุรุษอยู่สบายและสวยงามมันดีอย่างนี้นี่เอง ทั้ง ๆ ที่โปรยมาทุกปี แต่เพิ่งมาเข้าใจปีนี้นี่เองค่ะ และก็คิดว่าการมาเชงเม้งที่มันดีเหลือเกิน เพราะเราได้มาหาอากง และได้เจอสมาชิกครอบครัวที่ไม่ได้เจอบ่อยด้วย

เย็นวันนั้น ไปนวดไทย บอกหมอนวดว่าไปเช้งเม้งมา หมอนวดบอกว่าพวกคนจีนได้ดิบได้ดี เพราะไหว้บรรพบุรุษนั้นเอง ความจริงเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาตินะคะ แต่สิ่งที่กระทบใจดิฉัน คือ บางคนไม่ได้ไหว้บรรพบุรุษ และสำหรับหมอนวดท่านนั้น มันส่งผลกระทบต่อชีวิต ณ ปัจจุบัน

การปลูกฝังความรัก ความผูกพัน ในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ หากเด็ก ๆ ได้มีโอกาสไปพบปะปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา ได้เล่นกับลูกพี่ลูกน้องตั้งแต่เด็ก ๆ ความรักใคร่กลมเกลียวก็จะฝังลึก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พ่อแม่มักมีลูกคนเดียว การที่ไม่เคยต้องเสียสละของให้พี่น้อง การที่ไม่เคยได้เล่นเป็นกลุ่มใหญ่ โดนสั่งสอนโดยผู้ใหญ่ มันมีผลกระทบมากนะคะ เด็กบางคนร้องกลัวเมื่อต้องไปอยู่กับปู่ย่า เพราะได้ยินพ่อแม่บ่นขี้เกียจกลับบ้านบ่อยเกิน

อีกวิธีในการปลูกฝังความรักในครอบครัว คือ ผ่านการอ่านหนังสือค่ะ Tadao Miyamoto เขียนนิทานเสริมสร้างความผูกพันระหว่างคุณปู่คุณตากับหลานใน “เล่นกับปู่สนุกจัง” และยังมีตัวอย่างกิจกรรมที่พ่อแม่สามารถทำกับลูกได้ เช่น ให้เด็ก ๆ เล่าถึงประสบการณ์การเล่นกับปู่ (ย่า ตา หรือยาย) หรือทำการ์ดให้ญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน

นักเขียนอีกคนที่ให้ความสำคัญกับญาติมาก คือ อีนิด ไบลตัน เช่นในวรรณกรรมเยาวชนชุด “ห้าสหายผจญภัย” เด็ก ๆ จะได้ไปอยู่บ้านของคุณอา และพวกเขาก็จะได้ไปผจญภัยแสนสนุกในทุกปิดเทอม

         ปีใหม่นี้ ดิฉันหวังว่าพวกเราจะจัดเวลาให้กับครอบครัวให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่พ่อแม่ลูกเท่านั้น แต่ให้กับลุงป้านาอา ลูกพี่ลูกน้อง และบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยนะคะ