วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

ฟังเสียงน้ำเลี้ยงไหลวนใต้เปลือกไม้

การปลูกฝังให้เด็กรักและชื่นชมธรรมชาติทำได้ง่ายจากการอ่านหนังสือและเปิดโอกาสให้พวกเขาได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของสิ่งรอบตัว
เมื่อวานดิฉันได้รับเกียรติร่วมเสวนาเปิดตัวหนังสือนิทาน “ฉันชื่อ...เจน” โดย Patrick McDonnell ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 47 “ฉันชื่อ...เจน” ได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของ ดร.เจน กูดออลล์ นักสัตววิทยาชื่อดังของโลก เชี่ยวชาญเรื่องลิงชิมแปนซี ปัจจุบันเป็นนักเคลื่อนไหวคนสำคัญที่สร้างความตระหนักเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ถึงแม้ว่าลิงชิมแปนซีไม่ได้เป็นสัตว์พื้นเพของประเทศไทย  ดิฉันตกหลุมรัก “ฉันชื่อ...เจน” เพราะมันพาเรากลับไปความคิดพื้นฐานที่สุด คือ ความเรียบง่ายที่สวยงามของธรรมชาติ ในหนังสือ เจนเป็นเด็กหญิงที่รักสัตว์มาก มีตุ๊กตาลิงชิมแปนซีชื่อจูบิลี เจน (และจูบิลี) ชอบออกไปเล่นนอกบ้านที่สุด ชอบดูนกทำรัง ดูแมงมุมชักใย ดูกระรอกวิ่งไล่กันไปมา ไต่ต้นไม้ เจนรียนรู้เรื่องสัตว์เพิ่มเติมจากการสำรวจสวนหลังบ้านและอ่านหนังสือ เมื่อเจนสงสัยว่าไข่มาจากไหน ก็จะแอบไปดูไก่ไข่ในเล้าไก่ของคุณยาย
Patrick McDonnell เขียนว่า “นี่คือโลกมหัศจรรย์ที่มีแต่เรื่องสนุกและน่าทึ่ง เจนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้” จะดีไม่น้อย หากพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ จะเตือนใจตัวเองได้ทันกาล เมื่อรู้สึกย่อท้อและหมดหวัง เปลี่ยนหน้าเครียดเป็นรอยยิ้มกว้าง เมื่อเห็นพลังของธรรมชาติที่แสนลี้ลับและพิศวง
ดวงอาทิตย์ที่กลมดิก จันทร์เสี้ยวที่ยิ้มให้เรา เสียงนกที่หยอกล้อกัน หรือแม้กระทั่ง “เสียงน้ำเลี้ยงที่ไหลวนอยู่ใต้เปลือกไม้” ที่เจนชอบแนบแก้มฟัง และ “เสียงหัวใจที่กำลังเต้น ตึ้กตั้ก ตึ้กตั้ก ตึ้กตั้ก”
ดร.เจน กูดออลล์ เกิดมาในบ้านที่ไม่ค่อยมีเงิน รักสัตว์และธรรมชาติตั้งแต่เด็ก มีความฝันอยากไปแอฟริกาตั้งแต่ 10 ขวบ ไปอยู่กับสัตว์ อยากไปอยู่ในป่าเหมือนทาร์ซาน (ที่มีแฟนชื่อเจน!) และเมื่อโอกาสมาถึง เธอก็คว้ามันทันที เจนไม่ได้เรียนจบมหาวิทยาลัย เธอไม่ได้เป็นนักสัตววิทยา
ความจริงแล้วงานแรกของเธอในแอฟริกาคือเป็นเลขาให้นักมานุษยวิทยา หลุยส์ ลีกกี้ แต่ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่รักสัตว์ ช่างสังเกต ชอบตั้งคำถาม และค้นหาศึกษาหาคำตอบ มุ่งมั่น และใจเย็น ลีกกี้ก็มอบหมายให้เจนไปศึกษาลิงชิมแปนซีที่แทนซาเนีย ซึ่งต้องบุกเข้าไปในป่าเอง มีผู้ติดตามไม่กี่คน ที่สำคัญต้องอยู่นาน กินนอนในนั้นเลย ครั้งนี้เจนชวนแม่ของเธอเข้าไปด้วย
ศึกษา เฝ้ามองอยู่นาน เจนค้นพบว่าลิงชิมแปนซีประดิษฐ์และใช้เครื่องมือได้ คือ อยู่ดี ๆ ชิมแปนซีก็หักกิ่งไม้ รูดใบไม้ออก แล้วแหย่ไม้เข้าไปในรังมด เหตุการณ์นั้นทำให้โลกต้องหวนคิดว่า “สิ่งใดทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์” แต่เจนเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่มีปริญญา เส้นทางชีวิตของเจนต้องต่อสู้ทางความคิดกับนักวิทยาศาสตร์หัวเก่ามากมาย
40 ปีในแอฟริกา เจนเห็นถึงปัญหาตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งทำลายที่อยู่ธรรมชาติของลิงชิมแปนซี แต่เจนก็พบว่า การที่มนุษย์ตัดป่าเพราะยากจน ไม่มีอะไรกิน สร้างแรงบันดาลใจให้ ดร.เจน ก่อตั้งสถาบันเจน กูดออลล์ ขึ้น ทำงานเคลื่อนไหวเรื่องช่วยให้ชุมชนใกล้ป่าเพาะปลูกอาหารได้มากขึ้น และสอนให้ผู้คนรู้จักวิธีปกป้องสัตว์ป่าในบริเวณใกล้เคียง สถาบันฯ ยังมีโครงการชื่อ “Roots and Shoots” เชิญชวนคนหนุ่มสาวให้ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบต่อสังคม และลุกขึ้นมาแก้ปัญหานั้น ปัจจุบันมีเครือข่ายในกว่า 120 ประเทศ
ดร.เจน กล่าวความในใจในหนังสือว่า “เราทุกคนสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ แต่ละวันที่ใช้ชีวิต เราก่อผลกระทบต่อโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่เราก็มีทางเลือกว่า จะสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบใด ชีวิตมนุษย์เกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ฉันอยากขอแรงพวกเราทุกคน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาว มาช่วยกันทำให้โลกนี้เป็นที่ที่ดีขึ้นสำหรับผู้คน เหล่าสัตว์และสิ่งแวดล้อม”
กลับไปที่นิทาน ดิฉันคิดว่าแรงปรารถนานี้จะลุกโชนได้ หากเด็ก ๆ รักธรรมชาติและรู้สึกว่าตัวเขาเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนี้

วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำให้ดีที่สุดดีกว่าไม่ทำเลย

สัปดาห์นี้ดิฉันได้มีโอกาสไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า British International School Phuket หรือ BISP (เดิมชื่อ Dulwich International College) รู้สึกประทับใจโรงเรียนภายใต้การบริหารของครูใหญ่ Mr. Niel Richards อย่างมาก หลายคนก็อยากคิดว่าโรงเรียนในรุ่นของเรานั้นดีสุด แต่ดิฉันดีใจแทนรุ่นน้องที่ได้รับการศึกษาชั้นเลิศจากโรงเรียนในปัจจุบัน

ก่อนที่ Mr. Richards จะย้ายมาเป็นครูใหญ่ที่นี่ในปี 2011 ท่านเคยเป็นครูใหญ่ที่โรงเรียน United World College of the Atlantics ที่เวลส์มาก่อน อัพเดทกันคราวนี้ Mr. Richards เล่าถึงนโยบายของเจ้าของโรงเรียน ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ที่จะทำให้โรงเรียน BISP เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร พร้อมสร้าง “บรรยากาศแห่งความเป็นเลิศ” ในการเรียนรู้ให้กับนักเรียน

ตอนนี้โรงเรียนวางกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบของ Academy หรือที่ Mr. Richards เรียกว่า “หลักสูตรแห่งความใฝ่ฝัน” (aspirational curriculum) ซึ่งจะพัฒนาศักยภาพของนักเรียนให้ต่อยอดจนถึงความเป็นเลิศ ทำอย่างไรที่จะสร้างโอกาสให้นักเรียนแสดงความสามารถเกินความคาดหมาย ทะลุเพดานการสอนแบบดั้งเดิมของโรงเรียน และสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้จากในโรงเรียนสู่โลกภายนอกได้ ตอนนี้ BISP มีทั้งหมด 8 Academy ที่เด่นที่สุดน่าจะเป็นด้านกีฬา ครอบคลุมถึงการว่ายน้ำ (Flying Fish / JSA) ฟุตบอล (Cruzeiro Football Academy) เทนนิส (RPT Tennis) และกอล์ฟ (Golf Academy) นอกเหนือจากด้านกีฬา โรงเรียนยังมี Academy สำหรับภาพยนตร์และสื่อดิจิทัล ศิลปะ การแสดง และธุรกิจ

ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนต้องเรียน Academy เด็กทุกคนจะต้องได้เรียนในหลักสูตรปกติอย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่หากคนไหนต้องการพัฒนาศักยภาพให้สูงสุด ก็มาเรียนเพิ่มใน Academy ได้ ตอนนี้นักเรียน BISP ได้ไปแข่งชนะในระดับโอลิมปิกเยาวชน การแข่งขันระดับโลก เอเชียนเกมสม์ ซีเกมส์ และอีกมากมาย

สำหรับดิฉันเอง ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องการเป็นคนที่เก่งที่สุด แต่ดิฉันรู้สึกประทับใจเมื่อได้อ่านจดหมายที่ Mr. Richards เขียนถึงผู้ปกครองเกี่ยวกับการเล่นกีฬา จึงขอแลกเปลี่ยนกับทุกท่านนะคะ

Mr. Richards เล่าถึงคราวที่เป็นโค้ชให้ทีมนักเรียน มีนักเรียนคนหนึ่งหันมาบอกว่า “มันเป็นเพียงแค่เกม” ถึงแม้ว่าน้องคนนั้นพูดถูก ทำไม Mr. Richards ถึงรู้สึกโกรธขนาดนี้ ทำให้คิดต่อว่า หากเป็นเพียงแค่เกม ฉันจะคาดหวังให้นักกีฬาเสียสละ ลงแรง ลงใจมากขนาดนี้ได้อย่างไร

“แต่นี่ก็คือหัวใจของกีฬา มันไม่บ่อยที่เราจะมีโอกาสโฟกัสร่างกายและสมองเพื่อมุ่งสู่จุดสำเร็จ โดยเฉพาะหากทำได้เป็นทีม ยิ่งสอนให้เราสลัดความเห็นแก่ตัว และรวมพลังกับ สหาย ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เกิดบ่อยกับกิจกรรมประเภทอื่น ในระหว่างการแข่ง ผมคาดหวังว่านักกีฬาจะต้องมีสมาธิและเล่นเต็มที่ ทั้งใจและกาย ถือเป็นการสร้างคุณลักษณะ (character) ให้กับคน ซึ่งก็คือกระดูกสันหลังของชีวิตนั่นเอง

“มันจะเป็นเพียงแค่เกม เมื่อการแข่งขันจบลงแล้ว เมื่อนักกีฬาได้ทำดีที่สุดเพื่อชัยชนะของทีม เมื่อนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่ผลลัพธ์อีกต่อไป มีแต่ว่าเราได้ทำเต็มที่แล้วหรือยัง

ว่าแล้ว Mr. Richards ก็อ้างอิงถึงบทกวี “IF” ของ Rudyard Kipling ที่ขอให้เรามองภาพลวงตาของ “ความสำเร็จ” และ “ความหายนะ” อย่างเดียวกัน ซึ่งเป็นบทกวีที่ติดอยู่ทางเข้านักกีฬาของสนามแข่งวิมเบิลดัน และยังต่อยอดว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับกีฬา แต่กับเรื่องอื่นด้วย เช่น ศิลปะ ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ที่ทักษะทางกายภาพกับความนึกคิดต้องทำงานร่วมกัน”

ดิฉันเห็นด้วยกับข้อความในจดหมายของ Mr. Richards นะคะ ดิฉันเคยให้ข้ออ้างกับตัวเองว่า ไม่ต้องซีเรียสหรอก มันไม่ใช่ทางของเรา จนตัวเองไม่ได้ลองทำให้ดีที่สุด พอมาคิดดู เหมือนเราดูถูกตัวเองนะคะ หากเราไม่ลองให้เต็มที่ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราทำได้


ปิดท้ายด้วยคำถามยอดนิยมของดิฉัน โรงเรียนที่ดีต้องเป็นอย่างไร Mr. Richards บอกว่าโรงเรียนที่ดีคือโรงเรียนที่แคร์ ท่านเชื่อว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องอ่อนไหว หมายถึงปัจจัยสำเร็จในการเรียนรู้คือจิตภาวะของนักเรียน ความจริงแล้วเบื้องลึกของมนุษย์ทุกคนมีความเอื้ออาทร หากปราศจากโอกาสที่จะแสดงความห่วงใยให้กับผู้อื่น หรือเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่น ความเอื้ออาทรนี้ก็จะลดหายลงเรื่อย ๆ แต่หากนักเรียนมีโอกาสนี้ ก็จะรู้สึกว่าตัวเองมีค่า

วันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Active Youth

ในที่ประชุมสภาการศึกษาคาทอลิกวันนี้ อ.สุมิตรา พงศธร แห่งโรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย เชิญ อ.กฤตินี ณัฏฐวุฒิสิทธิ์ จากมูลนิธิเพื่อคนไทยมาแบ่งปันผลวิจัย “คนไทยมอนิเตอร์ 2557: เสียงเยาวชน” มีเป้าหมายเพื่อสร้างเยาวชนที่มีส่วนร่วมเพื่อส่วนรวม (Active Youth) ยิ่งฟังยิ่งน่าสนใจ เพราะประเด็นที่ดิฉันไปแบ่งปันก็คือเรื่องการสร้าง Active Citizen เหมือนกันค่ะ 
อันดับแรก จากการสำรวจเยาวชนวัย 15-24 ปีจากหลากหลายสถานะ 4,000 คน พบว่าส่วนมากมีความคาดหวังกับตัวเองสูงมาก และรับรู้ถึงความคาดหวังของพ่อแม่ว่าอยากให้เรียนเก่ง อยากให้มีงานที่มั่นคง อันดับสอง พบว่า 70% ของเยาวชนกลุ่มนี้เผชิญกับภาวะเครียดถึงขั้นซึมเศร้า สิ้นหวัง หลายครั้งอยากยอมแพ้ ล้มเลิก อันดับต่อมา พบว่า 80% ของเยาวชนกลุ่มนี้เคยมีประสบการณ์ทุจริต เช่น โกงข้อสอบ ให้เพื่อนลอกการบ้าน 70% เคยทุจริตในรูปแบบอื่น เช่น เซ็นชื่อแทนกัน ให้สินบน และ 80% ของคนกลุ่มนี้คิดว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ผิด บ้างบอกว่า พื้นฐานของตนเป็นคนดี เพราะฉะนั้นนิด ๆ หน่อย ๆ ย่อมไม่เป็นไร
มูลนิธิเพื่อคนไทยสรุประดับของ Active Youth เป็น 5 ระดับ คือ
1. ระดับบุคคล คือ มีน้ำใจ มีจิตสำนึกต่อสาธารณะ พร้อมจะลงมือแก้ปัญหาเพื่อส่วนรวม
2. ระดับสังคม มีส่วนร่วมในการทำเพื่อส่วนรวม เช่น เคารพกฎระเบียบกติกาทางสังคม พัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น
3. ระดับรัฐ มีส่วนร่วมทางการเมือง เช่น เลือกตั้ง ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง ติดตามตรวจสอบนักการเมืองได้
4. ระดับสิ่งแวดล้อม พยายามอนุรักษ์ พัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น ปลูกป่า ลดใช้ถุงพลาสติก
5. ระดับคุณค่า คือ ยึดถือสิ่งดี ๆ เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และความเข้าใจในหลากหลายวัฒนธรรม
อ.กฤตินี พูดต่อว่า Active Youth คิดกว้างกว่าตัวเอง เคารพความหลากหลายของผู้อื่น มุ่นมั่นอยากทำให้ดีขึ้น กล้าที่จะลุกขึ้นมาทำ แล้วก็ทำจริง แต่ปัญหาของสังคมไทย คือ คนไทยมักคิดเล็ก เพียงทำตัวเองให้ดีก็ดีพอแล้ว ทำเท่าที่จะทำได้ นี่คือข้อจำกัดของการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม
เมื่อถูกถามว่าโตขึ้นคุณจะทำอะไรเพื่อสังคม เยาวชนในกลุ่มสำรวจมักตอบว่า อยากเป็นคนดี ช่วยเหลือผู้อื่น แต่ไม่ค่อยมีใครพูดเรื่องใหญ่ ๆ เช่น เรื่องประชาธิปไตยหรือสิ่งแวดล้อม
มูลนิธิเพื่อคนไทยเชื่อว่า หากเราปูเส้นทางให้เยาวชนได้เห็น ทั้งด้วยประสบการณ์ทางตรงและด้วยข้อมูล ชี้ให้พวกเขาเห็นว่าเราสามารถทำอะไรเพื่อสังคมได้บ้าง และพาพวกเขาทำ เช่น ในบริบทวันนี้ มีองค์ประชุมเป็นผู้บริหารการศึกษา เราก็สามารถวางนโยบายในโรงเรียนให้เอื้อต่อการทำกิจกรรมเพื่อสังคมให้กับนักเรียน ทั้งด้วยการจัดเวลา จัดระบบการประเมินประจำปีให้ครอบคลุมกิจกรรมเหล่านี้ เป็นต้น
หลายโรงเรียนในปัจจุบันจัดให้นักเรียนทำกิจกรรมจิตอาสาตั้งแต่เด็ก ให้มีส่วนร่วมกับสังคม แต่บางทีก็อาจมีทางเลือกจำกัด เช่น บ้านพักคนชรา บ้านเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นต้น แต่รู้ไหมคะว่า ประเทศของเรามีทางเลือกในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากมาย ล่าสุดมูลนิธิเพื่อคนไทยจัดงาน “คนไทยขอมือหน่อย” ที่รวมกว่า 140 องค์กรที่ทำงานเพื่อสังคม เป็นทางเลือกให้เยาวชนของเรามาอาสาช่วยงานได้ค่ะ
นอกจากการทำกิจกรรมจิตอาสาแล้ว การเรียนรู้ในห้องเรียนยังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ดิฉันคุยกับ อ.ธิดา พิทักษ์สินสุข ถึงความเชื่อมโยงระหว่าง STEM Education กับการสร้าง Active Citizen เราพูดถึงเรื่องการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ไม่ใช่เรียนเพื่อเรียน แต่เรียนแล้ว สามารถนำความรู้และทักษะที่ได้มาใช้ในการเปลี่ยนแปลงสังคม
อ.ธิดาจึงแนะนำให้ดูวีดีโอใน Youtube ชื่อ “เรียนสถาปัตย์ทำไม” เป็นหนึ่งใน 32 คลิปวิดีโอที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับงานสถาปนิก ’57 ที่ผ่านมา ดีมากเลยนะคะ ขอแนะนำให้ไปลองดูกัน เราจะเห็นเลยว่า เราเรียน...ไปทำไม
หากเราสามารถจัดสภาพแวดล้อมให้เยาวชนของเราเห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งนั้น จัดการเรียนรู้ให้มีความหมาย จัดเวลาให้ได้ทำกิจกรรมจิตอาสา เราน่าจะสามารถสร้าง Active Youth ให้กับประเทศไทยได้มากขึ้นแน่นอน

Note: หากต้องการอ่านผลวิจัยเพิ่ม กรุณาดูที่ www.khonthaifoundation.org

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรียนอะไรในวิชาประวัติศาสตร์

รู้ไหมคะว่า ปี 2558 นี้ครบรอบ 70 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา ท่านทูตอิสราเอล ฯพณฯ ชิมอน โรเด็ด เชิญดิฉันเข้าร่วมกิจกรรมวันระลึกถึงเหตุการณ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สากลขององค์การสหประชาชาติ (Holocaust Memorial Day) ปีนี้ใช้ธีมว่า “นำชีวิตสู่ความทรงจำ” ถือเป็นงานที่สะเทือนใจมาก หลายคนเดินออกจากห้องด้วยหน้าแดงก่ำ คราบน้ำตาเปื้อนหน้า ดิฉันเองก็ร้องไห้จนวันรุ่งขึ้นใส่คอนแทคเลนส์ไม่ไหว

ถึงแม้ว่าดิฉันเคยได้เรียนถึงเรื่องค่ายกักกันนาซีในช่วงชั้นมัธยม ณ โรงเรียนนานาชาติดัลลิชที่ภูเก็ต แต่หลังจากนั้นก็ไม่ค่อยได้นึกถึง พยายามที่จะอ่านถึง หรือพูดถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อีกเลย ถึงแม้ต่อมา ดิฉํนพากลุ่มนักศึกษาออกค่ายที่กัมพูชา ถึงจะมารู้เรื่องเขมรแดง ตอนนั้นก็อินมาก แต่พอกลับบ้าน ก็ไม่ได้พูดถึงมันอีก

ในวันงานระลึกฯ ครั้งนี้ ใจความหลักของวิทยากรหลายท่าน คือ อย่าเมินเฉยกับสิ่งรอบตัว เมื่อเห็นสิ่งที่ผิด อย่าเงียบ แรบบายอัมราฮัม คูเปอร์ แห่งศูนย์ไซมอน วีเซนธัล กล่าวว่า “ความเงียบคือผู้สมคบคิดที่น่ากลัวที่สุดของปีศาจ”

ในงานนี้ มีการอภิปรายหัวข้อ “สารจากโฮโลคอสต์ถึงอาเซียน” ตอนแรก ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ ผู้ดำเนินรายการตั้งคำถามตลกว่า ทำไมเดี่ยวนี้ต้องเอาคำว่า “อาเซียน” มาผูกกับทุกเรื่อง มันเวอร์เหลือเกิน แต่สุดท้าย ดร.วาสนา ก็เฉลยว่า เพราะการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไม่ได้มีแค่ในยุโรปสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้น มีอีกเยอะมาก แต่หนึ่งในนั้นก็คือสมัยเขมรแดง ไม่นานมานี้นี่เอง

จากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวกว่า 11 ล้านชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กว่า 25% ของประชากรในช่วงเขมรแดง เป็นเพียงตัวอย่างส่วนน้อยที่ประวัติศาสตร์ซ้ำร้อยอย่างไม่หยุด คิดหรือว่าโศกยนาฏกรรมแต่ละครั้งจะสะเทือนโลกจนเปิดไฟหวอเตือนไม่ให้เหตุการณ์เกิดซ้ำสอง ดูเหมือนว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ได้เชื้อเพลิงมาจากความเกลียดชังยังคงอยู่ มิหนำซ้ำได้แปรสภาพจากการฆ่าคนแบบเป็น ๆ สู่การฆ่าความคิดอีกด้วย

ศ.สุริชัย หวันแก้ว จากจุฬาฯ ยังบอกอีกว่า ตอนนี้สถานการณ์น่ากลัวยิ่งขึ้นด้วย Social Media หากใช้ผิดวิธี ตกอยู่ในน้ำมือของพวกสุดโต่ง (และดิฉันเติมเองว่า พวกที่ไม่เข้าใจอะไรเลย) เรายังเห็นวัยรุ่นบางกลุ่มที่ใช้สัญลักษณ์สวัสดิกะอย่างไร้ความคิด ความเข้าใจ ทั้งบนเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย หรือใน Social Media

คำถามสำคัญ คือ ทำไมพวกเราถึงไม่รู้ และทำไมถึงไม่สนใจและทำไมไม่มีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนพูดถึง Holocaust Memorial Day

ดิฉันเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องหลักสูตรประวัติศาสตร์สำหรับเด็กประถม-มัธยม ดิฉันจึงโทรศัพท์ไปสอบถามคุณครูจากบางโรงเรียนที่สนิท “ครูคะ ที่โรงเรียนมีสอนเรื่องเขมรแดงไหมคะ ... มีสอนเรื่อง 14 ตุลา ไหมคะ ... มีสอนเรื่องค่ายกักกันนาซี สมัยสงครามโลกครั้งที่สองไหมคะ” คำตอบคือไม่มี หากมี ก็ขึ้นอยู่กับครู ว่าจะโยงมาสู่เรื่องเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน

มีวิทยากรชาวกัมพูชาท่านหนึ่ง นายเทอิธ เช จากศูนย์เอกสารข้อมูลแห่งกัมพูชา อายุ 34 ปี เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนเรื่องเขมรแดงสมัยเรียนหนังสือ ซึ่งเขาคิดว่าเป็นเรื่องที่ผิดมาก ๆ ที่ไม่ได้สอนเรื่องนี้ในโรงเรียน ตอนนี้ในหน้าที่การงานของเขาที่ศูนย์ฯ จะออกเก็บข้อมูลและบันทึกเรื่องราวของเหยื่อของโศกนาฏกรรมครั้งนั้น เขียนออกมาเป็น “เนื้อหา” และไปล๊อบบี้นักการเมืองและรัฐบาลให้บรรจุเรื่องราวนี้ในหลักสูตรแกนกลางได้สำเร็จ

ดูเหมือนเด็ก ๆ ในประเทศเราจะได้เรียนแต่ “ฮีโร่” ที่รบชนะประเทศเพื่อนบ้าน เป็นโฆษณาชวนเชื่อ จนเด็ก ๆ เติบโตมาด้วยความเหยียดหยามคนใกล้ตัว ไม่ได้เรียนรู้ถึงความผิดพลาดในประวัติศาสตร์ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว หากเราจะทดสอบถามนักเรียนว่า “คิดอย่างไรกับเหตุการณ์ Je suis Charlie” พวกเราคิดว่าเด็ก ๆ จะรู้ไหมว่ามันคือเรื่องอะไร

ดิฉันคงไม่อาจเอื้อมที่จะบอกว่าดิฉันรู้มาก ที่กล้าเขียนก็เพราะว่าดิฉันก็เพิ่งตื่นเหมือนกัน หลายครั้งหมกมุ่นแต่เรื่องตัวเอง มองแต่บริบทที่คนรอบข้างพูดถึง ทำให้มองโลกแคบ ซึ่งบทเรียนครั้งนี้สำคัญมาก โดยเฉพาะหากดิฉันทำงานในวงการหนังสือ เผยแพร่ความคิดและความรู้ เลยสะท้อนต่อว่า แล้วคุณครูของประเทศเรา พ่อแม่ของประเทศเราพร้อมที่จะตื่นหรือยัง

วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

คิดถึงอากง

ไปเชงเม้งครั้งนี้ปลุกความรักครอบครัวขึ้นมาหลายเท่า พี่น้องและเครือญาติต่างมารวมตัวกันเพื่อไหว้บรรพบุรุษ ระลึกถึงพระคุณของอากงอาม่า ทำให้รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่เราเกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เพื่อนคนหนึ่งเคยเปรียบความสำคัญของครอบครัวกับละครสัตว์ เมื่อนักกายกรรมเดินทรงตัวกลางอากาศ มันช่างน่าหวาดกลัว แต่เขารู้ดีว่าหากผิดพลาดตกลงมาก็จะมีตาข่ายรองรับ

ในปัจจุบัน คนเราเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มุ่งทำงาน อยู่กับเพื่อน กับแฟน พักผ่อนกับตัวเอง หลายครั้งหลงลืมที่จะใช้เวลากับพ่อแม่ พี่น้อง และญาติ ทั้ง ๆ ที่เมื่อชีวิตมีปัญหา คนที่คอยโอบอุ้ม พยุงให้ลุกขึ้นมาก็คือครอบครัวเราเอง พ่อของดิฉันมีพี่น้องแปดคน แม่มีแปดคนเหมือนกัน ทั้งตระกูลตอนนี้มีญาติพี่น้อง 97 คน พอมานับจริง ๆ แล้วต้องร้องว้าว เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็มีคน 97 คนที่สนับสนุนเรา

ดิฉันได้คุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับคอนโดสำหรับผู้สูงอายุ เขาบอกว่าที่ญี่ปุ่นเป็นที่นิยมมาก เพราะไม่เพียงเป็นทางเลือกจากบ้านพักคนชรา แต่ตอบโจทย์ความเป็นปัจเฉกบุคคลของคนในปัจจุบัน ดิฉันก็ถือเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง แต่จริงหรือที่คนเราอยากเป็นส่วนตัวจนถึงสุดท้าย หรือเป็นเพียงข้ออ้างจำเป็น เพราะไม่มีคนในครอบครัวใส่ใจจะเลี้ยงดูกันแน่

ดิฉันโชคดีที่มีคุณแม่เป็นตัวอย่างชั้นเลิศเรื่องกตัญญูกตเวที ตอนอากงยังมีชีวิตอยู่ เราจะไปรับอากงมาทานข้าวทุกวันเสาร์ตอนเย็น และวันอาทิตย์ อากงจะมาดูฟุตบอลที่บ้านของเรา

สมัยที่ดิฉันเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกา ตัดสินใจเรียนภาษาจีน เพื่อเขียนจดหมายมาหาอากง คิดย้อนกลับไป อากงคงงงว่าดิฉันเขียนอะไรมา บางครั้งต้องเขียนเรียงความส่งครูโดยใช้คำศัพท์ที่ได้เรียนไปในสัปดาห์ก่อน มีครั้งหนึ่งเรียนเรื่องการครอบครองอาวุธ เพราะที่มิชิแกนเกิดเหตุนักเรียนยิงเพื่อนในโรงเรียนหลายครั้ง ดิฉันก็เขียนความเห็นของดิฉันไปให้อากงอ่าน เพื่อนเคยทักว่าอากงจะอยากอ่านหรือ ดิฉันคิดว่าอย่างน้อยอากงก็จะรู้ว่าดิฉันมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องรอบตัว น่าจะดี เพราะตอนเด็ก ๆ ก็ไม่ได้คุยเรื่องแบบนี้

กลับมาเรื่องเชงเม้ง บรรยากาศที่สุสานกุ้ยฮงปีนี้ดีเหลือเกิน ต้นไม้เขียวขจี ลมพัดเย็นสบาย นกกระสาเล่นน้ำที่บ่อน้ำด้านหน้า ตอนที่ดิฉันโปรยดอกไม้ที่หลุมฝังศพ ก็คิดว่าการตกแต่งบ้านให้บรรพบุรุษอยู่สบายและสวยงามมันดีอย่างนี้นี่เอง ทั้ง ๆ ที่โปรยมาทุกปี แต่เพิ่งมาเข้าใจปีนี้นี่เองค่ะ และก็คิดว่าการมาเชงเม้งที่มันดีเหลือเกิน เพราะเราได้มาหาอากง และได้เจอสมาชิกครอบครัวที่ไม่ได้เจอบ่อยด้วย

เย็นวันนั้น ไปนวดไทย บอกหมอนวดว่าไปเช้งเม้งมา หมอนวดบอกว่าพวกคนจีนได้ดิบได้ดี เพราะไหว้บรรพบุรุษนั้นเอง ความจริงเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาตินะคะ แต่สิ่งที่กระทบใจดิฉัน คือ บางคนไม่ได้ไหว้บรรพบุรุษ และสำหรับหมอนวดท่านนั้น มันส่งผลกระทบต่อชีวิต ณ ปัจจุบัน

การปลูกฝังความรัก ความผูกพัน ในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ หากเด็ก ๆ ได้มีโอกาสไปพบปะปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา ได้เล่นกับลูกพี่ลูกน้องตั้งแต่เด็ก ๆ ความรักใคร่กลมเกลียวก็จะฝังลึก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พ่อแม่มักมีลูกคนเดียว การที่ไม่เคยต้องเสียสละของให้พี่น้อง การที่ไม่เคยได้เล่นเป็นกลุ่มใหญ่ โดนสั่งสอนโดยผู้ใหญ่ มันมีผลกระทบมากนะคะ เด็กบางคนร้องกลัวเมื่อต้องไปอยู่กับปู่ย่า เพราะได้ยินพ่อแม่บ่นขี้เกียจกลับบ้านบ่อยเกิน

อีกวิธีในการปลูกฝังความรักในครอบครัว คือ ผ่านการอ่านหนังสือค่ะ Tadao Miyamoto เขียนนิทานเสริมสร้างความผูกพันระหว่างคุณปู่คุณตากับหลานใน “เล่นกับปู่สนุกจัง” และยังมีตัวอย่างกิจกรรมที่พ่อแม่สามารถทำกับลูกได้ เช่น ให้เด็ก ๆ เล่าถึงประสบการณ์การเล่นกับปู่ (ย่า ตา หรือยาย) หรือทำการ์ดให้ญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน

นักเขียนอีกคนที่ให้ความสำคัญกับญาติมาก คือ อีนิด ไบลตัน เช่นในวรรณกรรมเยาวชนชุด “ห้าสหายผจญภัย” เด็ก ๆ จะได้ไปอยู่บ้านของคุณอา และพวกเขาก็จะได้ไปผจญภัยแสนสนุกในทุกปิดเทอม

         ปีใหม่นี้ ดิฉันหวังว่าพวกเราจะจัดเวลาให้กับครอบครัวให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่พ่อแม่ลูกเท่านั้น แต่ให้กับลุงป้านาอา ลูกพี่ลูกน้อง และบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

HIVE ท่องเที่ยวเพื่อสังคม

เมื่อพี่เอด้า จิรไพศาลกุล ผู้ก่อตั้ง TYPN (Thailand Young Philanthropist Network) ชวนไปทำนาโยน ดิฉันตอบรับทันที เพราะไม่เคยปลูกข้าว ที่สำคัญ มั่นใจว่าทริปนี้ต้องได้พบเพื่อนใหม่ที่ใส่ใจเรื่อง “สังคม” เหมือนกันแน่นอน

TYPN เป็นเครือข่ายคนหนุ่มสาวที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยทักษะวิชาชีพของตน พร้อมสนับสนุนให้เกิดกิจการเพื่อสังคม (SE: Social Enterprise) ขึ้นอีกด้วย SE เป็นธุรกิจที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ประเด็นสังคมที่ผู้ก่อตั้งเชื่อและศรัทธา โดยมีโมเดลการทำธุรกิจที่สร้าง impact วัดผลได้ และยั่งยืน


ทริปครั้งนี้เป็นฝีมือจัดของ SE เจ้าหนึ่ง ชื่อ HIVE เป็นบริษัททัวร์เพื่อสังคม ก่อตั้งโดยสองสาวพี่น้อง อชิและมิ้นท์ อชิเคยทำงานที่ยูนิลีเวอร์ ส่วนมิ้นท์เคยเป็นทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่สหประชาชาติ โดยมีคอนเซ็ปเสาะหาสถานที่ที่คนไม่ค่อยไป ที่ชาวบ้านทำกิจกรรมที่เหมือนจะธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา มาออกแบบเป็นโปรแกรมเที่ยวที่ hands-on สนุก และเป็นวิถีแบบยั่งยืน (sustainable tourism) นอกจากจะได้เพิ่มคุณค่าและรายได้ให้กับชาวบ้านแล้ว ยังสร้างความหมายให้นักเดินทางอย่างพวกเราด้วย

ครั้งนี้ HIVE พากลุ่ม TYPN ไปทำนาโยนที่กรีนลิฟวิงแคมป์ จ.นครปฐม ถือเป็นฟาร์มข้าวออแกนิกไม่กี่เจ้าที่ผ่านการรับรองระดับโลก ไม่ใช่แค่ไม่ใส่สารเคมี แต่เป็นการปรับระบบนิเวศโดยรอบให้เป็นไปตามครรลองของออแกนิก โดยมีกำลังสำคัญเป็นเป็ด 200 ตัว ซึ่งต้องออกจากเล้าไปทำงานทุกวันตอนเก้าโมง เวลาเป็ดว่ายน้ำเล่น บินเล่น ปีกที่กระพือจะปัดโดนต้นข้าว ไล่แมลงที่ซ่อนอยู่ เท้าคุ้ยดิน กวนวัชพืน และปล่อยปุ๋ย (อึ) ตลอดทาง

ถือเป็นกิจกรรมที่สนุกมาก ได้ประสบการณ์จากทุกประสาทสัมผัส เพราะทั้งได้ความรู้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากพี่ยุทธและพี่ยุง สองพี่น้องที่ผันตัวเองมาเป็นชาวนาออแกนิก และได้ลองทำด้วยมือตัวเองด้วย พวกเราได้ไปตีนา (เตรียมดิน) ถอนกล้า และโยนกล้า


การทำนามีหลายวิธี เช่น หว่าน ปักดำ และโยนนา แต่ถ้าจะปลูกข้าวออแกนิกต้องใช้วิธีโยนนาค่ะ ความจริงดิฉันเคยโยนกล้าครั้งหนึ่งตอนจัด Nanmeebooks Science Festival ปี 2556 ครั้งนั้นจัดธีม “เกษตรกรรมลองทำดู” ได้ต้นกล้าจากกรมการข้าวมา 5,000 ต้น ตอนนั้นไม่เข้าใจ ขอตามจำนวนเด็กนักเรียนที่ลงชื่อมาร่วมงาน ตอนทดสอบกิจกรรม ก็โยนกันคนละ 1 ต้น เพิ่งมาถึงบางอ้อว่าเวลาโยนจริง ๆ ต้องโยนทีละกำเลยค่ะ สนุกมาก เพราะต้องลุยโคลนจริง ๆ พวกเราไปกัน 24 คน ยืนเรียงแถวที่ฝั่งหนึ่ง แล้วค่อย ๆ เดินถอยหลัง ถอยไปด้วย โยนกล้าไปด้วย พอถึงอีกฝั่ง ก็โยนกล้าครบพอดีค่ะ และด้วยกฎของแรงโน้มถ่วง ตุ้มของต้นกล้าก็จะปักดินพอดีเลยค่ะ มหัศจรรย์เหลือเกิน

ข้าวที่ปลูกคือพันธุ์ปิ่นเกษตร อร่อยมาก และทริปนี้ทำให้ดิฉันรู้ว่าข้าวกล้องงอกก็คือข้าวกล้องที่ผ่านกระบวนการให้งอก ซึ่งจะให้ประโยชน์ทางโภชนาการมากขึ้น ก่อนหน้านี้ดิฉันนึกว่าข้าวกล้องงอกคืออีกพันธ์ คุณอาจคิดว่าดิฉันเด๋อนะคะ ทำไมไม่รู้ ทริปนี้ทำให้ดิฉันรู้ตัวว่าไม่รู้หลายอย่างมากค่ะ ประเด็นคือ การที่ได้เรียนรู้ด้วยวิธีที่หลากหลาย ในสถานที่ที่แปลกใหม่ กับกลุ่มคนที่หลากหลาย เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญและมีประสิทธิผลมากจริง ๆ ค่ะ

นี่คือ project based learning ที่ดีเยี่ยม พวกเราทั้ง 24 คนมีโจทย์ตั้งต้นที่ไม่เหมือนกัน บ้างสนใจเรื่องข้าวออแกนิก บ้างสนใจเรื่องกิจการเพื่อสังคม บ้างสนใจเรื่อง sustainable tourism บ้างต้องการเพื่อนใหม่ สารพัดโจทย์มาพร้อมกับกิจกรรมที่หลากหลาย มาพร้อมกับการพูดคุย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (ที่มักจะต่างกัน) ลงมือทำจริง ซึ่งทุกกิจกรรมก็สร้างแรงบันดาลใจให้อยากรู้เรื่องอื่นต่อ เด้งไปเด้งมา จนเมื่อสิ้นวัน แต่ละคนก็ได้คำตอบที่อาจจะต่างและอาจจะเหมือน เท่านั้นไม่พอ ความประทับใจยังคงอยู่จนอยากมาเล่าต่อให้เพื่อนฟัง ถือเป็นการตอกย้ำความเข้าใจและความคิดเห็นให้ตัวเองอีกรอบ

ดิฉันขอชื่นชมพี่ยุทธและพี่ยุงที่ใจกล้าและใจกว้างพอที่มาปลูกข้าวออแกนิกให้คนไทยได้กิน ขอแสดงความยินดีกับสองสาว อชิและมิ้นท์ ที่ก่อตั้ง HIVE และทำได้อย่างดีเยี่ยม และขอบคุณ  TYPN ที่รวมพลคนรุ่นใหม่ที่ไม่ทิ้งขว้างความรู้ที่เรียนมา มาสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมไทยของเราค่ะ

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

วันก่อนมีเพื่อนมาปรับทุกข์ว่า ภรรยาของเขาอาจนอกใจ หนำซ้ำทุกครั้งที่เงินเดือนเข้า ภรรยาจะกดเอทีเอ็มออกไปหมด แล้วให้เงินเขาเป็นวัน ความจริงแล้วการที่ภรรยากุมกระเป๋าเงินเป็นเรื่องปกติของหลายบ้าน หากเข้าใจกัน มีเหตุมีผล ก็น่าจะโอเค แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ

สัปดาห์ที่แล้วได้พบเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่าทำไมถึงหย่ากับสามี ทั้งที่ภายนอกดูเหมือนเป็นคู่ที่เพอร์เฟ็ก แต่แท้ที่จริง ถูกสามีคุกคามจิตใจ ดูถูกต่อว่า ใช้คำพูดเชือดเฉือนหัวใจเสมอ “อย่างเธอ ไม่มีวันเป็นแม่ของลูกฉันหรอก” “เธอทำให้ฉันอยากอ๊วกเป็นเลือด” ทำลายความเคารพตัวเองและความเชื่อมั่นในเพื่อนของดิฉันจนหมด ทุกครั้งที่เงินเดือนออก ต้องเบิกเงินทั้งหมดพร้อมสลิปเงินเดือนไปให้สามี ให้เงินเป็นวันเหมือนกัน หากต้องการซื้ออะไรต้องขอเป็นครั้ง ๆ ไป ตอนหนีออกมา ไม่มีเงินสักแดง
แปลกแต่จริง นิยายที่ดิฉันอ่านอยู่มีเค้าโครงคล้ายกัน นางเอกเคยเป็นสาวน้อยที่เต็มไปด้วยไฟและจิตวิญญาณ แต่เมื่อถูกพรากจากแม่ ให้ไปอยู่กับพ่อใจร้าย กดขี่ทางจิตใจหลายปี ไม่ให้แสดงอารมณ์ ความคิดเห็น ก็ทำให้เปลี่ยนไปสิ้นเชิง จนกว่าจะมีเพื่อนดี มีคนรักที่ส่งเสริมให้รักและเห็นคุณค่าของตัวเอง ทำให้ความเชื่อมั่นกลับมา ยืนหยัดต่อสู่เพื่อตัวเองได้

ตอนดิฉันเรียนที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน เคยเป็นอาสาสมัครในเซฟเฮ้าส์ดูแลผู้หญิงที่ถูกทำร้าย (domestic violence) ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่รู้ว่าการถูกทำร้าย ไม่ใช่เพียงทางกาย แต่เป็นทางใจด้วย บางคนไม่เคยถูกทุบตี แต่ถูกดุด่า ควบคุม ยึดทุกสิ่งอย่างที่จะทำให้อยู่รอดด้วยตัวเองได้ เช่น ไม่ให้เงิน ไม่ให้ออกจากบ้าน ขู่ว่าหากออกจากบ้านจะฆ่า ฯลฯ สะท้อนให้คิดว่า หากเรา (หรือเพื่อนของเรา) ตกอยู่ในสภาพนั้น จะต้องทำอย่างไร

พนักงานบริษัทนานมีบุ๊คส์ส่วนมากเป็นผู้หญิงค่ะ ตั้งแต่ทำงานมามีประมาณ 10 คนแล้วที่ลาออกเพราะแฟนบังคับให้ออก ไม่ใช่ว่าไม่สนุกกับงาน แต่แฟนบอกว่า เป็นห่วง ไม่อยากให้ทำงานดึกถึงหนึ่งทุ่ม เมื่อสอบถามเพิ่มเติม หลายคนต้องเลี้ยงแฟนด้วยซ้ำ เพราะแฟนไม่ทำงาน

คุณแม่พูดกับพวกเราเสมอว่า พวกเราต้องยืนได้ด้วยตัวเอง อย่าคิดว่าใครจะต้องมาเลี้ยงเรา หากมีถือว่าได้แต้ม แต่อย่าตกไปอยู่ในสภาพที่ไม่มีทางเลือก เพราะฉะนั้น เราต้องมีวิชาชีพ ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ บริษัทเรามีแม่เลี้ยงเดี่ยวจำนวนหนึ่งเลยค่ะ ทำให้ดิฉันประทับใจความแกร่งของเพศหญิงอย่างมาก ไม่ว่าจะเจอมรสุมอะไร จะสู้ไม่ถอย

ตอนนี้นานมีบุ๊คส์กำลังจะจัดพิมพ์หนังสือเรื่องแค่ 13เรื่องราวชีวิตของ ลอน จากเด็กหนีออกจากบ้านมาเป็นหญิงขายบริการเรทติ้งอันดับหนึ่ง เด็กผู้หญิงที่ไม่มีค่าพอที่พ่อแม่จะส่งเรียนหนังสือ แต่เป็นแหล่งรายได้สำคัญให้ครอบครัว ได้เงินจากไหนไม่เคยมีใครถาม ยิ่งให้บริการแบบ “พิศดาร” เท่าไรก็ได้เงินมากขึ้น และแม่ก็เอาไปหมด

ลอน เขียนในอารัมภบทว่า “หลังจากทนทุกช์มานานกว่าสิบปี ฉันก็หนีออกจากประเทศไทยสำเร็จ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็พบว่า การอยู่อีกประเทศหนึ่งหรือการแต่งงานกับคนอังกฤษ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายใน ฉันต้องการเป็นแบบอย่างที่ดี ต้องการทำให้หญิงสาวคนอื่น ๆ เห็นว่าพวกเธอก็ทำสำเร็จได้ ... เราต้องรู้ให้ลึกถึงจิตวิญญาณว่าร่างกายมนุษย์เป็นสมบัติล้ำค่า เราแต่ละคนมีคุณค่า และสามารถทำความดีเพื่อสังคมได้ เราจึงจะเอาชนะเกมชีวิตนี้ได้”
โจทย์ของพวกเราคือ จะเลี้ยงดูสั่งสอนลูกหลานของเราอย่างไร ให้มีวิชาชีพเลี้ยงดูตัวเองได้ มีความรัก เคารพตัวเอง และมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถแก้ปัญหาได้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน