วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

คิดถึงอากง

ไปเชงเม้งครั้งนี้ปลุกความรักครอบครัวขึ้นมาหลายเท่า พี่น้องและเครือญาติต่างมารวมตัวกันเพื่อไหว้บรรพบุรุษ ระลึกถึงพระคุณของอากงอาม่า ทำให้รู้สึกโชคดีเหลือเกินที่เราเกิดมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว เพื่อนคนหนึ่งเคยเปรียบความสำคัญของครอบครัวกับละครสัตว์ เมื่อนักกายกรรมเดินทรงตัวกลางอากาศ มันช่างน่าหวาดกลัว แต่เขารู้ดีว่าหากผิดพลาดตกลงมาก็จะมีตาข่ายรองรับ

ในปัจจุบัน คนเราเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น มุ่งทำงาน อยู่กับเพื่อน กับแฟน พักผ่อนกับตัวเอง หลายครั้งหลงลืมที่จะใช้เวลากับพ่อแม่ พี่น้อง และญาติ ทั้ง ๆ ที่เมื่อชีวิตมีปัญหา คนที่คอยโอบอุ้ม พยุงให้ลุกขึ้นมาก็คือครอบครัวเราเอง พ่อของดิฉันมีพี่น้องแปดคน แม่มีแปดคนเหมือนกัน ทั้งตระกูลตอนนี้มีญาติพี่น้อง 97 คน พอมานับจริง ๆ แล้วต้องร้องว้าว เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็มีคน 97 คนที่สนับสนุนเรา

ดิฉันได้คุยกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นเกี่ยวกับคอนโดสำหรับผู้สูงอายุ เขาบอกว่าที่ญี่ปุ่นเป็นที่นิยมมาก เพราะไม่เพียงเป็นทางเลือกจากบ้านพักคนชรา แต่ตอบโจทย์ความเป็นปัจเฉกบุคคลของคนในปัจจุบัน ดิฉันก็ถือเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง แต่จริงหรือที่คนเราอยากเป็นส่วนตัวจนถึงสุดท้าย หรือเป็นเพียงข้ออ้างจำเป็น เพราะไม่มีคนในครอบครัวใส่ใจจะเลี้ยงดูกันแน่

ดิฉันโชคดีที่มีคุณแม่เป็นตัวอย่างชั้นเลิศเรื่องกตัญญูกตเวที ตอนอากงยังมีชีวิตอยู่ เราจะไปรับอากงมาทานข้าวทุกวันเสาร์ตอนเย็น และวันอาทิตย์ อากงจะมาดูฟุตบอลที่บ้านของเรา

สมัยที่ดิฉันเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกา ตัดสินใจเรียนภาษาจีน เพื่อเขียนจดหมายมาหาอากง คิดย้อนกลับไป อากงคงงงว่าดิฉันเขียนอะไรมา บางครั้งต้องเขียนเรียงความส่งครูโดยใช้คำศัพท์ที่ได้เรียนไปในสัปดาห์ก่อน มีครั้งหนึ่งเรียนเรื่องการครอบครองอาวุธ เพราะที่มิชิแกนเกิดเหตุนักเรียนยิงเพื่อนในโรงเรียนหลายครั้ง ดิฉันก็เขียนความเห็นของดิฉันไปให้อากงอ่าน เพื่อนเคยทักว่าอากงจะอยากอ่านหรือ ดิฉันคิดว่าอย่างน้อยอากงก็จะรู้ว่าดิฉันมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องรอบตัว น่าจะดี เพราะตอนเด็ก ๆ ก็ไม่ได้คุยเรื่องแบบนี้

กลับมาเรื่องเชงเม้ง บรรยากาศที่สุสานกุ้ยฮงปีนี้ดีเหลือเกิน ต้นไม้เขียวขจี ลมพัดเย็นสบาย นกกระสาเล่นน้ำที่บ่อน้ำด้านหน้า ตอนที่ดิฉันโปรยดอกไม้ที่หลุมฝังศพ ก็คิดว่าการตกแต่งบ้านให้บรรพบุรุษอยู่สบายและสวยงามมันดีอย่างนี้นี่เอง ทั้ง ๆ ที่โปรยมาทุกปี แต่เพิ่งมาเข้าใจปีนี้นี่เองค่ะ และก็คิดว่าการมาเชงเม้งที่มันดีเหลือเกิน เพราะเราได้มาหาอากง และได้เจอสมาชิกครอบครัวที่ไม่ได้เจอบ่อยด้วย

เย็นวันนั้น ไปนวดไทย บอกหมอนวดว่าไปเช้งเม้งมา หมอนวดบอกว่าพวกคนจีนได้ดิบได้ดี เพราะไหว้บรรพบุรุษนั้นเอง ความจริงเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเชื้อชาตินะคะ แต่สิ่งที่กระทบใจดิฉัน คือ บางคนไม่ได้ไหว้บรรพบุรุษ และสำหรับหมอนวดท่านนั้น มันส่งผลกระทบต่อชีวิต ณ ปัจจุบัน

การปลูกฝังความรัก ความผูกพัน ในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ หากเด็ก ๆ ได้มีโอกาสไปพบปะปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา ได้เล่นกับลูกพี่ลูกน้องตั้งแต่เด็ก ๆ ความรักใคร่กลมเกลียวก็จะฝังลึก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่พ่อแม่มักมีลูกคนเดียว การที่ไม่เคยต้องเสียสละของให้พี่น้อง การที่ไม่เคยได้เล่นเป็นกลุ่มใหญ่ โดนสั่งสอนโดยผู้ใหญ่ มันมีผลกระทบมากนะคะ เด็กบางคนร้องกลัวเมื่อต้องไปอยู่กับปู่ย่า เพราะได้ยินพ่อแม่บ่นขี้เกียจกลับบ้านบ่อยเกิน

อีกวิธีในการปลูกฝังความรักในครอบครัว คือ ผ่านการอ่านหนังสือค่ะ Tadao Miyamoto เขียนนิทานเสริมสร้างความผูกพันระหว่างคุณปู่คุณตากับหลานใน “เล่นกับปู่สนุกจัง” และยังมีตัวอย่างกิจกรรมที่พ่อแม่สามารถทำกับลูกได้ เช่น ให้เด็ก ๆ เล่าถึงประสบการณ์การเล่นกับปู่ (ย่า ตา หรือยาย) หรือทำการ์ดให้ญาติผู้ใหญ่ที่บ้าน

นักเขียนอีกคนที่ให้ความสำคัญกับญาติมาก คือ อีนิด ไบลตัน เช่นในวรรณกรรมเยาวชนชุด “ห้าสหายผจญภัย” เด็ก ๆ จะได้ไปอยู่บ้านของคุณอา และพวกเขาก็จะได้ไปผจญภัยแสนสนุกในทุกปิดเทอม

         ปีใหม่นี้ ดิฉันหวังว่าพวกเราจะจัดเวลาให้กับครอบครัวให้มากขึ้น ไม่ใช่แค่พ่อแม่ลูกเท่านั้น แต่ให้กับลุงป้านาอา ลูกพี่ลูกน้อง และบรรพบุรุษที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยนะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

HIVE ท่องเที่ยวเพื่อสังคม

เมื่อพี่เอด้า จิรไพศาลกุล ผู้ก่อตั้ง TYPN (Thailand Young Philanthropist Network) ชวนไปทำนาโยน ดิฉันตอบรับทันที เพราะไม่เคยปลูกข้าว ที่สำคัญ มั่นใจว่าทริปนี้ต้องได้พบเพื่อนใหม่ที่ใส่ใจเรื่อง “สังคม” เหมือนกันแน่นอน

TYPN เป็นเครือข่ายคนหนุ่มสาวที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยทักษะวิชาชีพของตน พร้อมสนับสนุนให้เกิดกิจการเพื่อสังคม (SE: Social Enterprise) ขึ้นอีกด้วย SE เป็นธุรกิจที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ประเด็นสังคมที่ผู้ก่อตั้งเชื่อและศรัทธา โดยมีโมเดลการทำธุรกิจที่สร้าง impact วัดผลได้ และยั่งยืน


ทริปครั้งนี้เป็นฝีมือจัดของ SE เจ้าหนึ่ง ชื่อ HIVE เป็นบริษัททัวร์เพื่อสังคม ก่อตั้งโดยสองสาวพี่น้อง อชิและมิ้นท์ อชิเคยทำงานที่ยูนิลีเวอร์ ส่วนมิ้นท์เคยเป็นทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่สหประชาชาติ โดยมีคอนเซ็ปเสาะหาสถานที่ที่คนไม่ค่อยไป ที่ชาวบ้านทำกิจกรรมที่เหมือนจะธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา มาออกแบบเป็นโปรแกรมเที่ยวที่ hands-on สนุก และเป็นวิถีแบบยั่งยืน (sustainable tourism) นอกจากจะได้เพิ่มคุณค่าและรายได้ให้กับชาวบ้านแล้ว ยังสร้างความหมายให้นักเดินทางอย่างพวกเราด้วย

ครั้งนี้ HIVE พากลุ่ม TYPN ไปทำนาโยนที่กรีนลิฟวิงแคมป์ จ.นครปฐม ถือเป็นฟาร์มข้าวออแกนิกไม่กี่เจ้าที่ผ่านการรับรองระดับโลก ไม่ใช่แค่ไม่ใส่สารเคมี แต่เป็นการปรับระบบนิเวศโดยรอบให้เป็นไปตามครรลองของออแกนิก โดยมีกำลังสำคัญเป็นเป็ด 200 ตัว ซึ่งต้องออกจากเล้าไปทำงานทุกวันตอนเก้าโมง เวลาเป็ดว่ายน้ำเล่น บินเล่น ปีกที่กระพือจะปัดโดนต้นข้าว ไล่แมลงที่ซ่อนอยู่ เท้าคุ้ยดิน กวนวัชพืน และปล่อยปุ๋ย (อึ) ตลอดทาง

ถือเป็นกิจกรรมที่สนุกมาก ได้ประสบการณ์จากทุกประสาทสัมผัส เพราะทั้งได้ความรู้จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากพี่ยุทธและพี่ยุง สองพี่น้องที่ผันตัวเองมาเป็นชาวนาออแกนิก และได้ลองทำด้วยมือตัวเองด้วย พวกเราได้ไปตีนา (เตรียมดิน) ถอนกล้า และโยนกล้า


การทำนามีหลายวิธี เช่น หว่าน ปักดำ และโยนนา แต่ถ้าจะปลูกข้าวออแกนิกต้องใช้วิธีโยนนาค่ะ ความจริงดิฉันเคยโยนกล้าครั้งหนึ่งตอนจัด Nanmeebooks Science Festival ปี 2556 ครั้งนั้นจัดธีม “เกษตรกรรมลองทำดู” ได้ต้นกล้าจากกรมการข้าวมา 5,000 ต้น ตอนนั้นไม่เข้าใจ ขอตามจำนวนเด็กนักเรียนที่ลงชื่อมาร่วมงาน ตอนทดสอบกิจกรรม ก็โยนกันคนละ 1 ต้น เพิ่งมาถึงบางอ้อว่าเวลาโยนจริง ๆ ต้องโยนทีละกำเลยค่ะ สนุกมาก เพราะต้องลุยโคลนจริง ๆ พวกเราไปกัน 24 คน ยืนเรียงแถวที่ฝั่งหนึ่ง แล้วค่อย ๆ เดินถอยหลัง ถอยไปด้วย โยนกล้าไปด้วย พอถึงอีกฝั่ง ก็โยนกล้าครบพอดีค่ะ และด้วยกฎของแรงโน้มถ่วง ตุ้มของต้นกล้าก็จะปักดินพอดีเลยค่ะ มหัศจรรย์เหลือเกิน

ข้าวที่ปลูกคือพันธุ์ปิ่นเกษตร อร่อยมาก และทริปนี้ทำให้ดิฉันรู้ว่าข้าวกล้องงอกก็คือข้าวกล้องที่ผ่านกระบวนการให้งอก ซึ่งจะให้ประโยชน์ทางโภชนาการมากขึ้น ก่อนหน้านี้ดิฉันนึกว่าข้าวกล้องงอกคืออีกพันธ์ คุณอาจคิดว่าดิฉันเด๋อนะคะ ทำไมไม่รู้ ทริปนี้ทำให้ดิฉันรู้ตัวว่าไม่รู้หลายอย่างมากค่ะ ประเด็นคือ การที่ได้เรียนรู้ด้วยวิธีที่หลากหลาย ในสถานที่ที่แปลกใหม่ กับกลุ่มคนที่หลากหลาย เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญและมีประสิทธิผลมากจริง ๆ ค่ะ

นี่คือ project based learning ที่ดีเยี่ยม พวกเราทั้ง 24 คนมีโจทย์ตั้งต้นที่ไม่เหมือนกัน บ้างสนใจเรื่องข้าวออแกนิก บ้างสนใจเรื่องกิจการเพื่อสังคม บ้างสนใจเรื่อง sustainable tourism บ้างต้องการเพื่อนใหม่ สารพัดโจทย์มาพร้อมกับกิจกรรมที่หลากหลาย มาพร้อมกับการพูดคุย การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (ที่มักจะต่างกัน) ลงมือทำจริง ซึ่งทุกกิจกรรมก็สร้างแรงบันดาลใจให้อยากรู้เรื่องอื่นต่อ เด้งไปเด้งมา จนเมื่อสิ้นวัน แต่ละคนก็ได้คำตอบที่อาจจะต่างและอาจจะเหมือน เท่านั้นไม่พอ ความประทับใจยังคงอยู่จนอยากมาเล่าต่อให้เพื่อนฟัง ถือเป็นการตอกย้ำความเข้าใจและความคิดเห็นให้ตัวเองอีกรอบ

ดิฉันขอชื่นชมพี่ยุทธและพี่ยุงที่ใจกล้าและใจกว้างพอที่มาปลูกข้าวออแกนิกให้คนไทยได้กิน ขอแสดงความยินดีกับสองสาว อชิและมิ้นท์ ที่ก่อตั้ง HIVE และทำได้อย่างดีเยี่ยม และขอบคุณ  TYPN ที่รวมพลคนรุ่นใหม่ที่ไม่ทิ้งขว้างความรู้ที่เรียนมา มาสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมไทยของเราค่ะ

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

วันก่อนมีเพื่อนมาปรับทุกข์ว่า ภรรยาของเขาอาจนอกใจ หนำซ้ำทุกครั้งที่เงินเดือนเข้า ภรรยาจะกดเอทีเอ็มออกไปหมด แล้วให้เงินเขาเป็นวัน ความจริงแล้วการที่ภรรยากุมกระเป๋าเงินเป็นเรื่องปกติของหลายบ้าน หากเข้าใจกัน มีเหตุมีผล ก็น่าจะโอเค แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ

สัปดาห์ที่แล้วได้พบเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังว่าทำไมถึงหย่ากับสามี ทั้งที่ภายนอกดูเหมือนเป็นคู่ที่เพอร์เฟ็ก แต่แท้ที่จริง ถูกสามีคุกคามจิตใจ ดูถูกต่อว่า ใช้คำพูดเชือดเฉือนหัวใจเสมอ “อย่างเธอ ไม่มีวันเป็นแม่ของลูกฉันหรอก” “เธอทำให้ฉันอยากอ๊วกเป็นเลือด” ทำลายความเคารพตัวเองและความเชื่อมั่นในเพื่อนของดิฉันจนหมด ทุกครั้งที่เงินเดือนออก ต้องเบิกเงินทั้งหมดพร้อมสลิปเงินเดือนไปให้สามี ให้เงินเป็นวันเหมือนกัน หากต้องการซื้ออะไรต้องขอเป็นครั้ง ๆ ไป ตอนหนีออกมา ไม่มีเงินสักแดง
แปลกแต่จริง นิยายที่ดิฉันอ่านอยู่มีเค้าโครงคล้ายกัน นางเอกเคยเป็นสาวน้อยที่เต็มไปด้วยไฟและจิตวิญญาณ แต่เมื่อถูกพรากจากแม่ ให้ไปอยู่กับพ่อใจร้าย กดขี่ทางจิตใจหลายปี ไม่ให้แสดงอารมณ์ ความคิดเห็น ก็ทำให้เปลี่ยนไปสิ้นเชิง จนกว่าจะมีเพื่อนดี มีคนรักที่ส่งเสริมให้รักและเห็นคุณค่าของตัวเอง ทำให้ความเชื่อมั่นกลับมา ยืนหยัดต่อสู่เพื่อตัวเองได้

ตอนดิฉันเรียนที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน เคยเป็นอาสาสมัครในเซฟเฮ้าส์ดูแลผู้หญิงที่ถูกทำร้าย (domestic violence) ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่รู้ว่าการถูกทำร้าย ไม่ใช่เพียงทางกาย แต่เป็นทางใจด้วย บางคนไม่เคยถูกทุบตี แต่ถูกดุด่า ควบคุม ยึดทุกสิ่งอย่างที่จะทำให้อยู่รอดด้วยตัวเองได้ เช่น ไม่ให้เงิน ไม่ให้ออกจากบ้าน ขู่ว่าหากออกจากบ้านจะฆ่า ฯลฯ สะท้อนให้คิดว่า หากเรา (หรือเพื่อนของเรา) ตกอยู่ในสภาพนั้น จะต้องทำอย่างไร

พนักงานบริษัทนานมีบุ๊คส์ส่วนมากเป็นผู้หญิงค่ะ ตั้งแต่ทำงานมามีประมาณ 10 คนแล้วที่ลาออกเพราะแฟนบังคับให้ออก ไม่ใช่ว่าไม่สนุกกับงาน แต่แฟนบอกว่า เป็นห่วง ไม่อยากให้ทำงานดึกถึงหนึ่งทุ่ม เมื่อสอบถามเพิ่มเติม หลายคนต้องเลี้ยงแฟนด้วยซ้ำ เพราะแฟนไม่ทำงาน

คุณแม่พูดกับพวกเราเสมอว่า พวกเราต้องยืนได้ด้วยตัวเอง อย่าคิดว่าใครจะต้องมาเลี้ยงเรา หากมีถือว่าได้แต้ม แต่อย่าตกไปอยู่ในสภาพที่ไม่มีทางเลือก เพราะฉะนั้น เราต้องมีวิชาชีพ ไม่หยุดที่จะเรียนรู้ บริษัทเรามีแม่เลี้ยงเดี่ยวจำนวนหนึ่งเลยค่ะ ทำให้ดิฉันประทับใจความแกร่งของเพศหญิงอย่างมาก ไม่ว่าจะเจอมรสุมอะไร จะสู้ไม่ถอย

ตอนนี้นานมีบุ๊คส์กำลังจะจัดพิมพ์หนังสือเรื่องแค่ 13เรื่องราวชีวิตของ ลอน จากเด็กหนีออกจากบ้านมาเป็นหญิงขายบริการเรทติ้งอันดับหนึ่ง เด็กผู้หญิงที่ไม่มีค่าพอที่พ่อแม่จะส่งเรียนหนังสือ แต่เป็นแหล่งรายได้สำคัญให้ครอบครัว ได้เงินจากไหนไม่เคยมีใครถาม ยิ่งให้บริการแบบ “พิศดาร” เท่าไรก็ได้เงินมากขึ้น และแม่ก็เอาไปหมด

ลอน เขียนในอารัมภบทว่า “หลังจากทนทุกช์มานานกว่าสิบปี ฉันก็หนีออกจากประเทศไทยสำเร็จ แต่หลังจากนั้นไม่นาน ฉันก็พบว่า การอยู่อีกประเทศหนึ่งหรือการแต่งงานกับคนอังกฤษ ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้ชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงต้องมาจากภายใน ฉันต้องการเป็นแบบอย่างที่ดี ต้องการทำให้หญิงสาวคนอื่น ๆ เห็นว่าพวกเธอก็ทำสำเร็จได้ ... เราต้องรู้ให้ลึกถึงจิตวิญญาณว่าร่างกายมนุษย์เป็นสมบัติล้ำค่า เราแต่ละคนมีคุณค่า และสามารถทำความดีเพื่อสังคมได้ เราจึงจะเอาชนะเกมชีวิตนี้ได้”
โจทย์ของพวกเราคือ จะเลี้ยงดูสั่งสอนลูกหลานของเราอย่างไร ให้มีวิชาชีพเลี้ยงดูตัวเองได้ มีความรัก เคารพตัวเอง และมีความเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถแก้ปัญหาได้ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

“STREAM Approach กับการจัดการการเรียนรู้ เพื่อสร้างทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21”

ท่านสามารถดาวน์โหลด Presentation จากงานสัมมนา “STREAM Approach กับการจัดการการเรียนรู้ เพื่อสร้างทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21” กรณีศึกษาจากประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่นและเยอรมัน ในงาน EDUCA 2014 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2557 โดย คุณคิม จงสถิตย์วัฒนา




วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

จดหมายจากรุ่นพี่

เมื่อดิฉันได้รับเชิญจากโรงเรียนเก่า (ปัจจุบันชื่อ British International School, Phuket) ให้ไปกล่าวสุนทรพจน์แสดงความยินดีกับรุ่นน้อง ม. 6 ที่เพิ่งเรียนจบ ดิฉันรู้สึกภาคภูมิใจและไม่แน่ใจในขณะเดียวกัน เวลาผ่านไป 12 ปีแล้วที่ คุณอานันท์ ปันยารชุน ให้เกียรติกล่าวสุนทรพจน์นี้ให้กับพวกเรา แล้วฉันประสบความสำเร็จมากพอที่จะมาพูดให้รุ่นน้องฟังแล้วหรือ ดิฉันจึงศึกษาแนวทางการกล่าวสุนทรพจน์ของ เจ เค โรว์ลิ่ง ตอนที่ได้รับเชิญจาก ม.ฮาร์วาร์ด ในปี 2008 ดิฉันพบว่า การพูดถึงสิ่งที่เราค้นพบและทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้น่าจะดีที่สุด เลยขอแบ่งปันให้กับท่านผู้อ่านที่มีลูกหลานหรือคนรู้จักที่กำลังจะ (หรือเพิ่ง) จบม. 6 นะคะ โดยขอเขียนเสมือนพูดกับรุ่นน้องนะคะ

วันนี้พี่ขอพูดถึง 2 หัวข้อนะคะ คือ การเปิดใจและ social change (การเปลี่ยนแปลงสังคม)
สมัยพี่เรียนม. ปลาย พี่เป็นคนมีความแข่งขันสูงมาก พี่ต้องเป็นที่หนึ่งในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเรียน เรื่องสังคม เรื่องกีฬา เรื่องดนตรี เมื่อมหาวิทยาลัยปฏิเสธไม่รับพี่ ตอนนั้นพี่เสียใจเป็นที่สุด คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ แต่โชคดีที่ได้รับกำลังใจอย่างล้นหลาม ทำให้พี่คิดได้ พี่เครียดเพราะพี่ตั้งความคาดหวังให้ตัวเองสูงเกินไป คือ พี่นึกว่าคนรอบข้างหวังสูงกับพี่ แต่แท้ที่จริงแล้ว ทุกคนพียงต้องการให้เรามีความสุขเท่านั้น

เมื่อพี่เข้ามหาวิทยาลัยมิชิแกน พี่จึงตัดสินใจปรับทัศนคติ พี่บอกตัวเองว่าพี่จะเปิดใจ คือทำให้ดีที่สุดและจะแข่งขันกับตัวเองเท่านั้น ไม่ต้องซีเรียสกับเรื่องเรียนจนเกินไป โอโห ความเครียดแทบมลายหายไป ถึงแม้ว่าพี่จะสมัครเรียนวิศวกรรม แต่พี่ลงวิชาเลือกในวิชาที่พี่สนใจ เช่น การเมือง ประวัติศาสตร์ พี่เข้าร่วมคณะร้องเพลงประสานเสียง ทำนิตยสาร และก่อตั้งชมรมค่ายอาสา เมื่อมีเวลาพี่มักไปฟังคอนเสิร์ต ไปชมนิทรรศการศิลปะ ไปฟังสัมมนา

ที่ BIS เราไม่ค่อยได้คุยกันเรื่องศาสนาหรือความเชื่อ และเรามักจะคิดว่าโรงเรียนของเรามีทุกอย่างแล้ว แต่เมื่อพี่เข้ามหาวิทยาลัย พี่ได้พบกับคนที่หลากหลาย และพบว่าโลกนี้มีสิ่งที่สามารถเรียนรู้ได้อีกมากเหลือเกิน มันสุดยอดมาก เพราะฉะนั้น พี่ขอท้าทายให้พวกเราก้าวสู่บทต่อไปของชีวิตด้วยหัวใจที่เปิดอ้า เพราะฉะนั้น อย่าหมกอยู่แต่ในหอในวันเสาร์-อาทิตย์ อย่าไม่ทำอะไรในช่วงปิดเทอม อย่ายุ่งเกินไปที่จะไปพบเพื่อนใหม่ วางแผนกิจกรรมในช่วงปิดเทอมให้ดี ผจญอุทยานแห่งชาติเขาสก ทำงานพิเศษบนเรือยอช ฝึกงานที่สหประชาชาติ เพราะกิจกรรมที่่น่าตื่นเต้นแบบนี้ไม่ได้ลอยมาหาเรา และที่แน่ ๆ มันไม่ได้ฟรี เราต้องตั้งเป้าและวางแผน และเมื่อเราเรียนจบและทำงานประจำ คงไม่มีโอกาสมาทำกิจกรรมแบบนี้ได้ง่ายเหมือนสมัยเรียนแน่ ๆ ค่ะ

แต่อย่าเข้าใจผิดนะคะ พี่ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องสนใจเรื่องเรียนนะคะ เพราะเรื่องนั้นมันของตายอยู่แล้ว บางครั้งการที่ได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนดี ๆ แบบเราอาจทำให้เราไม่สำนึกในโอกาสได้นะคะ เพื่อนของพี่ที่มิชิแกนส่วนมากต้องกู้เงินเพื่อส่งเสียตัวเองเรียน เพราะฉะนั้น หากเราโชคดีขนาดที่มีคนส่งเสียให้เรียน เราจะต้องทำให้ดีที่สุด และทำอย่างเปิดใจค่ะ

มาถึงหัวข้อที่สอง คือ social changeพี่รู้สึกโชคดีมากที่ได้เรียนหลักสูตร IB
ขอบคุณ Peter Koret ครูชาวอเมริกันที่สอนภาษาไทย ที่ท้าทายให้เราอ่าน หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวขอบคุณ Patrick Barnham ที่แนะนำให้อ่าน บ้านปรารถนารัก เมื่อเติมความเข้มข้นด้วยการเรียน Theory of Knowledge ที่ชวนตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราเห็นมีจริงหรือไม่ และการเขียน extended essay เกี่ยวกับกิจกรรมของนักศึกษาในยุค 1970 หลักสูตร IB เกือบทำให้พี่เป็นบ้า

หากโลกของเราเต็มไปด้วยคอรัปชั่นทั้งในศาสนา การเมือง และระบบทุนนิยม เราจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร คือเป็นมากกระทั่งคิดว่าหากพี่โดนรถชนตาย อาจไม่มีอะไรนัยยะสำคัญอะไร เพราะชีวิตก็ไม่ได้มีความหมายขนาดนั้นอยู่ดี

อ. วิทยากร เชียงกูล เรียกช่วงนี้ว่า “ฉันจึงมาหาความหมาย” พวกเราอาจจะรู้สึกแบบนี้อยู่ สำคัญคือให้ตระหนักว่ากระบวนการนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะฉะนั้น เราจะ “หา” มากเท่าไรก็ได้ แต่อย่าจมปลักกับมัน มันจะค่อย ๆ คลี่คลายไปเอง

โชคดีที่พี่ได้ก่อตั้งชมรมค่ายอาสาที่ชื่อว่า World Service Team บทบาทของพวกเรา คือ คัดเลือกโครงการเพื่อสังคมในประเทศโลกที่สาม ทำกิจกรรมเรี่ยไรเงิน และพานักศึกษาไปทำกิจกรรมให้สำเร็จ โครงการชิ้นแรกของเราอยู่ที่ประเทศเขมรค่ะ ก่อนไป เราได้เชิญคุณแม่ของเพื่อนร่วมทีมที่เป็นคนเขมรที่ลี้ภัยจากพวกเขมรแดงไปอยู่อเมริกามาเล่าให้ฟังถึงประวัติศาสตร์ คุณแม่เล่าถึงคราวที่ถูกทหารใช้คีมถอนเล็บออกมาทั้ง 10 นิ้วเพราะทาเล็บ และเล่าถึงเมื่อทหารฆ่าเพื่อนที่เป็นปัญญาชน เพราะไม่อยากให้เผยแพร่ความคิดที่ต่อต้านกับรัฐบาล

พวกเราจึงไปเขมรด้วยความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ "โอ ชาวเขมรที่น่าสงสาร เราจะเป็นดั่งแสงไฟให้ชีวิตที่มืดมน" พวกเราช่างโง่เขลาและจองหอง ถึงแม้ว่าผู้คนที่เราได้พบปะเป็นเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความหวัง ทำให้พี่คิดได้ว่า หากคนที่ผ่านเรื่องเลวร้ายขนาดพวกเขายังมีความพอใจในชีวิต พี่เป็นใครมาจากไหนถึงจะคิดว่าชีวิตไร้ความหมาย

เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย พวกเราอาจจะหลงลืมหรือตั้งคำถามว่าเรียนไปเพื่ออะไร แต่บางครั้งเราไม่ต้องมีคำตอบก็ได้นะคะ พวกเราจะพบเจอกับประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจ หรือกระตุกความเป็นตัวตนของเรา พี่ขอให้เราตั้งใจเรียนฝึกฝนทักษะและวิชาชีพให้ดีที่สุด เพื่อสุดท้าย ถึงแม้ว่าเราจะมีเงินหรือไม่ อย่างน้อยเรามีมันสมอง มีความเชี่ยวชาญ ที่จะมาช่วยผลักดันและแก้ไขประเด็นทางสังคมนั้น ๆ

สุดท้ายนี้ พี่ขอแสดงความยินดีกับพวกเราทุกคนที่เรียนจบมัธยม 6 และขอให้ชีวิตมหาวิทยาลัยสนุกสุดยอดไปเลยนะคะ”

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

STREAM Approach – แนวคิดบริหารการศึกษาแบบบูรณาการ

ตั้งแต่นานมีบุ๊คส์ผันตัวเองจากการเป็นสำนักพิมพ์ (publisher) สู่ผู้ให้บริการด้านการเรียนรู้ (learning service provider) ทีมงานครุ่นคิดถึงเป้าหมายและแนวทางการทำงานอย่างมาก เราล้วนเห็นด้วยว่า เป้าหมายคือ สร้างคนที่มีคุณภาพ ที่มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 คือ ทักษะการคิดวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร ทักษะการจัดการตัวเอง ทักษะความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการแก้ปัญหาและตัดสินใจ ทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น และทักษะการทำงานให้สำเร็จลุล่วง แต่จะทำอย่างไรล่ะ

เราเชื่อว่า “วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์” เป็นเครื่องมือที่จะตอบโจทย์นี้ ช่วงหลังมานี้ นักการศึกษาไทยมักกล่าวถึง STEM Education (Science Technology Engineering Maths) ว่าจะเป็นเครื่องมือในการสมรรถภาพในการแข่งขันให้คนไทยในตลาดโลกได้ ความจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ได้หมายความว่าต้องสร้างวิชาใหม่ชื่อ STEM ขึ้นมา แต่จะปรับวิธีการเรียนการสอนอย่างไรให้ต่อยอดจากการเรียนเพื่อเรียน ให้เด็กและเยาวชนคิดต่อได้ เช่น จากเรียนวิทย์ สามารถต่อยอดสู่การทำโครงงาน สู่การสร้างนวัตกรรมได้ เป็นต้น

ในฐานะคนทำหนังสือ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การอ่าน (Reading) และศิลปะ (Arts) จึงนำมาสู่ STREAM ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เราคิดค้น แต่เราเอา STREAM มาเป็นตัวตั้ง แล้วสร้างแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ STREAM Approach ในแบบฉบับนานมีบุ๊คส์ขึ้น

ลองยกตัวอย่างนะคะ หากเราเป็นครูวิทย์ นอกจากจะสอนเนื้อหาตามแบบเรียนปกติแล้ว เราจะมีบทบาทส่งเสริมการอ่านอย่างไร เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนไปสู่การแก้ปัญหาที่พบเจอในชีวิตประจำวันอย่างไร เชื่อมโยงไปสู่สังคมที่เราอยู่อย่างไร นี่คือการบูรณาการ

เช่น หากเราสอนเรื่องเพนดูลัม ซึ่งเป็นเนื้อหาในชั้น ป. 3 หากเราไม่เชื่อมโยง คำว่า “เพนดูลัม” จะไม่มีนัยยะสำคัญอะไรกับชีวิตเลย แต่หากเราเริ่มการเรียนรู้โดยการให้เด็ก ๆ ช่วยกันคิดถึงสิ่งประดิษฐ์ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เด็ก ๆ อาจพูดถึงโทรทัศน์ โทรศัพท์ ที่ไม่พลาดคือนาฬิกา เพราะทุกคนใส่ เราก็สามารถเชื่อมต่อได้ว่า นาฬิกาทำงานได้อย่างไร บ้างอาจบอกว่าใส่ถ่าน บ้างอาจบอกว่าต้องเสียบปลั๊ก แต่สุดท้ายครูสามารถเชื่อมสู่เรื่องเพนดูลัมได้ แต่หากจะให้ทำความเข้าใจจากแบบเรียนอย่างเดียว คงไม่เห็นภาพ ครูสามารถพาเด็ก ๆ ทำการทดลองต่อได้ หากสนุก ยังพาทำโครงงานต่อได้อีก ทั้งหมดนี้ เด็ก ๆ สามารถไปหาอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือในห้องสมุด แม้กระทั่งแนะนำให้เด็ก ๆ อ่านวรรณกรรมเยาวชนเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเวลาก็ได้ หรือพาเด็ก ๆ ไปทัศนศึกษาต่อที่โรงงานทำนาฬิกาหรือศูนย์วิทยาศาสตร์ได้

หากครูสอนแบบ STREAM Approach ครูจะมีบทบาทที่เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับเรื่องรอบตัวเด็ก ทำให้เนื้อหามีความหมายกับชีวิต ไม่ใช่เรียนเพื่อสอบอย่างเดียว และที่สำคัญ หากครูตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ก็จะรู้ว่า เด็กแต่ละคนถูกปลุกเร้าให้เรียนรู้หรือเข้าใจด้วยสื่อที่แตกต่างกัน บางคนฟังแล้วเข้าใจ บางคนต้องได้ทำเองจริง บางคนต้องไปศึกษาต่อเงียบ ๆ คนเดียว บางคนต้องไปเห็นของจริงนอกโรงเรียน

อย่างไรก็ตาม แนวคิดแบบ STREAM Approach ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่ครูแต่ละคนสามารถไปปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนได้  แต่ไม่จำเป็นต้องสอนวิทย์-คณิตเท่านั้น แม้จะสอนสังคม ในที่นี้เราเรียกว่า Social Science ก็ถือว่าเป็นวิทย์แขนงหนึ่งเหมือนกัน เช่น เหมือนสอนเรื่องภูมิอากาศ เกี่ยวกับพาทอร์นาโดหรือไต้ฝุ่น มันเชื่อมกับเรื่องแรงดันอากาศในวิทย์ เชื่อมกับผลกระทบในสังคม หรือแม้กระทั่งเชื่อมกับหนังสือ “พ่อมดมหัศจรรย์แห่งออซ” ด้วยซ้ำ

สำคัญคือ หากเป้าหมายการเรียนรู้รวมถึงทั้งเรื่องเนื้อหาและทักษะสำคัญที่กล่าวตอนต้น เวลาครูจะออกแบบการเรียนรู้อะไร อาจต้องคิดถึงวิธีการและเครื่องมือด้วย และถึงแม้ท่านผู้อ่านไม่ได้เป็นครู แต่ทำงานในองค์กร เชื่อว่าน่าจะนำ STREAMApproach ไปปรับใช้ได้เหมือนกัน

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สอนให้คิดด้วยตรรกะและปัญญา

ใครว่าเรื่องปรัชญาโตเกินไปสำหรับเด็ก เมื่อดิฉันได้อ่านหนังสือ สอนให้คิดด้วยตรรกะและปัญญาโดยนักเขียนชาวเกาหลี ชื่อ Lim, Byung-Gab ซึ่งเขียนคำโปรยไว้อย่างน่าสนใจว่า “รวมเรื่องสั้นปรัชญาที่ไม่มีปรัชญา พัฒนาความคิดสู่ Active Citizen แถวหน้าของโลก” ยิ่งตอกย้ำว่าเรื่องปรัชญา หรืออย่างน้อยก็คือ การฝึกเด็ก ๆ ให้คิดเกี่ยวกับเรื่องที่คิด เป็นเรื่องที่สำคัญมาก

ก่อนจะเล่าให้ฟังถึงรายละเอียด ขอข้ามทวีปไปที่มหาวิทยาลัยทือบิงเงิน (Tubingen) ประเทศเยอรมนี รู้ไหมคะว่า ที่นี่เปิดโอกาสให้เด็กอายุ 8-12 ขวบเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยได้ เรียกว่า มหาวิทยาลัยเด็ก เป็นโครงการพิเศษในช่วยปิดเทอมฤดูร้อน ให้เด็ก ๆ เข้าไปฟังบรรยายจากอาจารย์ระดับศาสตราจารย์ เด็ก ๆ จะได้ทั้งบัตรนักเรียน มีหนังสือ และสามารถฟังบรรยายในหัวข้อที่ตัวเองสนใจได้ เช่น ทำไมไดโนเสาร์จึงสูญพันธ์ ทำไมมนุษย์ต้องตาย และทำไมรูปสลักของกรีกจึงต้องเปลือย

ฟังดูลุ่มลึกใช่ไหมคะ ดิฉันลองอ่านเนื้อหาที่พูดกันในหนังสือ มหาวิทยาลัยเด็ก โดย Ulrich Janben และ Ulla Steuernagel โดยในเฉพาะในบท “ทำไมจึงมีทั้งเศรษฐีและยาจก” ทำให้ดิฉันคิดว่า นี่คือหัวข้อสนทนาของผู้ใหญ่นี่นา แต่ผู้ใหญ่อย่างดิฉันยังไม่เคยนั่งถกประเด็นนี้กับเพื่อน ๆ เลย อาจเคยคิดกับตัวเอง แต่ก็ไม่เคยสำรวจความคิดแบบลงรายละเอียดแม้กับตัวเอง ดิฉันจึงคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ประเสริฐมากที่ประเด็นหนัก ๆ และเป็นความจริงที่น่าเศร้า ถูกยกมาถกเถียงกันในมุมมองบริสุทธิ์ของเด็ก ๆ แต่ยังอยู่ภายใต้การกำกับโดยอาจารย์มหาวิทยาลัย ในหนังสือตั้งคำถามว่า อะไรคือเกณฑ์ที่บอกว่าคนนี้รวยหรือจน คนจนในประเทศหนึ่งจะถือว่าจนในอีกประเทศหนึ่งหรือไม่ หากมีเกมบอยเล่นถือว่าเป็นคนรวยไหม ทำไมประเทศที่จนในอดีตถึงร่ำรวยในปัจจุบัน และอีกมากมาย

ไม่ใช่เพียงนักเรียนที่ตื่นเต้นนะคะ แต่บรรดาอาจารย์รุ่นเก๋าตื่นเต้นยิ่งกว่า เรียกว่าตื่นเวทีขึ้นมาทีเดียว เพราะจะถ่ายทอดความคิดออกมาอย่างไรให้เด็กสนใจและเข้าใจ บางคนสารภาพว่าไปเหมาช๊อกโกแล๊ตมาหมดซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อแจกให้กับเด็ก ๆ ระหว่างฟังด้วยนะคะ

แล้วเกี่ยวกับเรื่อง “สอนให้คิดด้วยตรรกะและปัญญา” อย่างไรล่ะคะ มันสำคัญมากที่จะต้องปลูกฝังให้เด็ก ๆ รู้จักตั้งคำถาม

ในบทแรก ผู้เขียนตั้งคำถามว่า เราใช้อะไรมอง ทำไมคนเรามองสิ่งเดียวกันแต่เห็นแตกต่างกัน ซึ่งในบทสรุปเนื้อหาสำหรับครูและผู้ปกครอง ผู้เขียนชี้แจงว่า “เราไม่ได้มองโลกด้วยตา เพราะสิ่งที่เห็นจะถูกแทรกด้วยความคิด ดังนั้นถึงแม้จะมองสิ่งที่มีลักษณะทางกายภาพเหมือนกัน แต่สิ่งที่เห็นจะแตกต่างกันตามความรู้”

ฟังดูเหมือนจับต้องไม่ได้นะคะ แต่สำคัญมากค่ะ ในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลง ผู้คนมักมีประเด็นซ้อนเร้นที่สอดแทรกมาในการสื่อสาร  เด็ก ๆ ต้องรู้ตัวว่า เขากำลังเรียนรู้อะไร เขาคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ เรื่องที่เขาคิดว่าถูกต้องนั้นถูกต้องสำหรับทุกคนหรือไม่ เรื่องนี้เป็นจริงตามที่ได้ยินหรือได้เห็นหรือไม่ หรือสิ่งที่เขาเข้าใจถูกบิดเบือนไปด้วยประสบการณ์เดิมของเขา

เพราะฉะนั้น ในขณะที่เราส่งเสริมให้เด็ก ๆ ตั้งคำถาม สนทนาในเรื่องที่สนใจกับผู้อื่น เราก็ต้องให้เครื่องมือในการเรียนรู้ด้วยค่ะ สมัยที่ดิฉันเรียนมัธยมปลายที่ รร.นานาชาติดัลลิช ภูเก็ต (ปัจจุบันชื่อ รร.นานาชาติบริติช) พวกเราต้องเรียนวิชา Theory of Knowledge คือทฏษฎีเรื่องความรู้ ซึ่งเป็นวิชาที่เปิดประเด็นสังคมมากมายให้ถกกัน ทำให้รู้ว่ามีคนที่คิดแตกต่าง พิสดาร มากมายเหลือเกิน ซึ่งยากที่จะตอบว่าใครคิดผิดหรือถูก

บางคนบอกว่า ทำไมถึงซีเรียสจัง บางครั้งก็ต้องหยุดคิดบ้างนะคะ มันก็จริงนะคะ แต่ดิฉันคิดว่าในสมัยนี้ คนส่วนมากจะไม่ค่อยได้คิดอะไรน่ะสิคะ ดิฉันขอหยิบยกคำนำของหนังสือเรื่องสั้นสนุกสอน CQ คิดดีคิดเก่ง มาอ้างอิงนะคะ “เพื่อนคนหนึ่งถามเซอร์ไอแซค นิวตันว่า “นายค้นพบกฏของแรงโน้มถ่วงได้อย่างไร” เขาตอบกลับไปว่า “เพราะฉันคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาน่ะสิ” นั่นล่ะ! ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เริ่มต้นง่าย ๆ แค่การครุ่นคิดถึงเรื่องต่าง ๆ นี้เอง”

ข้ามมาที่มหาวิทยาลัยเด็กอีกครั้งนะคะ จากการบรรยายสนุก ๆ 8 ครั้งที่มหาวิทยาลัยทือบิงเงิงในปี ค.ศ. 2003 จนออกมาเป็นหนังสือ มหาวิทยาลัยเด็ก เล่ม 1 ก็ได้สร้างแรงบันดาลใจให้มหาวิทยาลัยอีกกว่า 30 แห่งในประเทศเยอรมนี และอีกมากมายในอิตาลี ออสเตรีย นอร์เวย์ สวิสเซอร์แลนด์ จีน ตอนนี้ สสวท. และ สวทช. ก็ได้นำโครงการนี้มาในประเทศไทยแล้วนะคะ

ดิฉันเชิญชวนให้คุณเริ่มโดยการเลือกหัวข้อที่น่าสนใจมากหนึ่งหัวข้อ และเริ่มสนทนากับครอบครัวในโต๊ะทานข้าวเย็นนี้เลยนะคะ