วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ให้ปลาหรือสอนจับปลา

ในยามขาดแคลนอาหาร เราจะให้ปลา หรือเราจะสอนวิธีจับปลา...

สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันได้รับเชิญไปร่วมสัมมนา Nexus Youth Summit ที่จัดขึ้นโดย Thailand Young Philanthropist Network (TYPN) ทำให้รู้จักเครือข่ายคนหนุ่มสาวที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมากมาย

คำถามเรื่องปลาเป็นประเด็นคลาสสิกเกี่ยวกับ “การให้” คนไทยมีค่านิยมด้าน “การให้” มานาน ให้เยอะด้วยค่ะ ส่วนมากจะเป็นการบริจาคเพื่อศาสนา หรือบริจาคแบบ ad-hoc เช่น เห็นขอทานบนถนนแล้วให้
การสัมมนาครั้งนี้เปิดโลกให้เห็นว่า “การให้” มีได้หลายประเภท หลายระดับ คำถามคือ ให้เพื่ออะไร และให้อย่างไร

คนส่วนใหญ่จะให้เงิน ให้แล้วรู้สึกดี ชาติหน้าขอให้เกิดมารวย มาสวย มาดีกว่าเดิม หลายครั้งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเงินที่ให้ถูกนำไปใช้อย่างไร

ในปัจจุบัน ระบบการศึกษา (ไม่ว่าจะในโรงเรียนไทยหรือนานาชาติ) เริ่มให้ความสำคัญการกิจกรรมเพื่อสังคม โดยฝังเข้าไปในระบบวัดประเมินผล เช่น ในระบบ International Baccalaureate เรียกร้องให้นักเรียนทำกิจกรรมเพื่อสังคม 50 ชั่วโมง ก่อนที่จะจบมัธยมได้

ปีนี้ครบรอบ 40 ปี 14 ตุลา เราคงหวนคิดถึง “ประเด็นสังคม” ที่เราเคยเรียกร้องในอดีต ซึ่งไม่ (ควรจะ) หยุดยั้งถึงปัจจุบัน

การสัมมนาครั้งนี้จึงท้าทายให้เราเชื่อมโยง “วัฒนธรรมการให้” เข้ากับ “ประเด็นสังคม” ที่แต่ละคนเชื่อและศรัธทา บ้างเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ บ้างเกี่ยวกับการศึกษา  เป็นต้น จึงเป็นที่มาของ “ให้ปลาให้ง่าย แต่สอนวิธีจับปลานั้นยาก”

หัวใจสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้ “การให้” นั้นมีผลกระทบที่แท้จริง (impactful) วัดผลได้ และยั่งยืน จุดนี้จะสร้างความแตกต่างระหว่างการบริจาค (charity) และ engaging philanthropy (การบริจาคเพื่อสาธารณประโยชน์แบบมีส่วนร่วม)

คอนเซ็ปของ Social Entrepreneur และ Social Enterprise (SE - กิจการเพื่อสังคม) จึงเป็นประเด็นร้อนที่เราคุยต่อ  ในอดีต ดิฉันรู้จักแต่ 2 ขั้ว คือ ขั้วการบริจาค และขั้วธุรกิจ แต่ความจริงแล้ว ไม่มีอะไรขาวดำ เราคุยกันถึงเส้น continuum  โดยมี SE อยู่ตรงกลาง และขึ้นอยู่กับความพร้อมของเรา เราจะอยู่ตรงไหนของเส้น continuum นี้ก็ได้ค่ะ

SE เป็นธุรกิจที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ประเด็นสังคมที่ผู้ก่อตั้งเชื่อและศรัทธา ใช้โมเดลการทำธุรกิจที่มีประสิทธิผลให้การตอบโจทย์นั้นอย่างเห็น impact วัดผลได้ และยั่งยืน ทำไมต้องยั่งยืน ถึงแม้ว่าจะเป็นกิจการเพื่อสังคม เราจำเป็นต้องทำสินค้าและบริการให้มีคุณภาพดีเลิศ เพื่อจะได้มีรายได้มากพอ และอยู่รอดทางการเงินได้

หนึ่งตัวอย่างของ SE ที่ประสบความสำเร็จ คือ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมป์ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายพัฒนา กล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้มูลนิธิยั่งยืนและก้าวหน้า ว่าเป็นเพราะการพัฒนาไม่หยุดยั้งของสินค้าและบริการ ทั้งในด้านคุณภาพ การออกแบบ และการลงลึกในกระบวนการมีส่วนร่วมกับชุมชน

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคน (หรือทุกธุรกิจ) จะเหมาะกับการเป็น SE และก็ไม่ได้แปลว่า “การให้” ของเราจะไม่สามารถมีความหมายได้ เราจึงคุยต่อถึงเรื่อง Giving Circle ซึ่งถือเป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง แทนที่ต่างคนต่างให้ เงินจะถูกมารวมในกองกลาง และใช้วิธีการของการลงทุนพิจารณาร่วมกันในกลุ่มว่าจะนำไปลงทุนกับ SE และโครงการประเภทใด ไม่ว่าตั้งแต่การทำ due diligence เพื่อศึกษาสภาพและโอกาส ถึงวิเคราะห์ทางการเงิน

กระทั่งต่อยอดสู่ Venture Capital รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Social Venture ที่ผู้ลงทุนจะช่วย SE ที่มีศักยภาพ start-up กิจการเพื่อสังคมขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น ChangeFusion ในประเทศไทย และ Social Ventures Hong Kong เป็นต้น

“การให้” ไม่จำเป็นต้องให้เงินเสมอไป คนเรามีมันสมอง มีวิชาชีพ มีแรงกาย และเครือข่ายเป็นทรัพย์ เราสามารถมีส่วนร่วมในรูปแบบของตน บ้างมีทักษะด้านการตลาด สามารถช่วย SE หรือโครงการต่าง ๆ มีวิธีเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิผลได้ เป็นต้น

คุณเอด้า จิรไพศาลกุล ผู้ก่อตั้ง TYPN กล่าวถึงที่มาของการจัด Nexus Youth Summit ในประเทศไทย ว่าเพื่อสร้างเครือข่ายคนหนุ่มสาวมืออาชีพ (young professional) ที่จะจุดชนวนแนวความคิดนี้ เพื่อผลักดันวัฒนธรรมการให้แบบดั้งเดิม สู่การให้เพื่อสาธารณประโยชน์แบบ pro-active ที่สร้างผลกระทบที่ต้องการแบบยั่งยืนและวัดผลได้

ดิฉันคิดว่าผู้จัดงานบรรลุวัตถุประสงค์ อย่างน้อยได้จุดฉนวนในตัวดิฉันติด
ที่ผ่านมาเมื่อมีคนถามถึงธุรกิจของฉัน ว่าทำหนังสือ จัดค่าย จัดอบรม ทำศูนย์วิทยาศาสตร์ ฯลฯ พวกเขามักบอกว่าดีจังเลย เหมือนเป็น CSR และคาดหวังว่าดิฉันทำเรื่องนี้ฟรี แน่นอนว่ามีบางส่วนฟรี แต่ดิฉันอยากบอกว่า นี่คือธุรกิจของดิฉันนะคะ สินค้าและบริการของเราแลกมากับเงินเพื่อมาต่อยอด ซึ่งสร้างความขัดแย้งในใจมาตลอดว่า สรุปเราทำอะไรเนี่ย เพราะบางครั้งเมื่อไม่ได้ให้ฟรี ดิฉันโดนต่อว่า และดิฉันก็รู้สึกผิด


Mr. Francis Ngai ผู้ก่อตั้ง Social Ventures Hong Kong จึงบอกดิฉันว่า ให้ลืมคำศัพท์ทุกคำออกไป สุดท้าย คือ กิจการของเราตอบสนองการเปลี่ยนแปลงสังคมในประเด็นที่เราเชื่อและศรัทธาหรือไม่ หากใช่ ถือว่าจบ ก้าวต่อไปคือให้คิดแต่ว่า ทำอย่างไรให้ดี ให้ยั่งยืน วัดผลได้ และสร้าง impact ได้จริง

ลูกเป็นคนพิเศษนะ

พบกับไมโล เด็กชายตัวเล็ก ใส่แว่น ทุกวันก่อนออกจากบ้าน ไมโลจะมองกระจกแล้วถามตัวเอง “วันนี้ฉันจะเป็นอะไรดีนะ”

วันหนึ่ง เพื่อน ๆ เล่นเกมสัตว์ป่า ไมโลขอเล่นเป็นสิงโต แต่เพื่อน ๆ บอกว่า ผอมอย่างนี้เป็นสิงโตไม่ได้หรอก เป็นลิงละกัน ไมโลจึงจำใจเล่นเป็นลิงหงอย

เมื่อกลับบ้าน ไมโลส่องกระจกมองตัวเอง เมื่อแม่ถามว่าเห็นอะไร ไมโลบอกว่าเห็นลิง แม่ตอบว่า “คงสนุกน่าดูเลยนะ ถ้าเราโหนตัวไปตามต้นไม้กับเพื่อน ๆ” ไมโลยิ้มแป้น “จริงสิฮะ” แล้วทำหน้าลิงใส่แม่

วันต่อมา เด็ก ๆ เล่นเกมโจรสลัด ไมโลขอเป็นกัปตัน เพื่อน ๆ ปฏิเสธเพราะไมโลตัวเตี้ยเกินไป เลยถูกมอบหมายให้เป็นกะลาสีเรือ

เย็นนั้นไมโลส่องกระจกมองตัวเองอย่างครุ่นคิด และบอกแม่ว่าอยากตัวสูง จะได้เป็นกัปตันโจรสลัด แม่บอกว่า “ลูกสูงแบบนี้ดีแล้วนะจ๊ะ จะได้ปีนขึ้นไปบนยอดใบเรือ คอยเป็นยามระวังภัยได้” ไมโลตื่นเต้น “จริงหรือฮะ ผมไม่เคยรู้เลย”

วันรุ่งขึ้น เด็ก ๆ เล่นเกมเจ้าหญิง เจ้าชาย ไมโลขอเป็นเจ้าชาย แต่...อด “เจ้าชายต้องหล่ออย่างฉันนี่” สุดท้ายไมโลต้องเป็นอัศวินแสนเศร้าแทน

เมื่อถึงบ้าน แม่เห็นไมโลมองกระจกจึงถามว่า “ลูกมองเห็นใครจ๊ะ” ไมโลบอกแม่ว่ามองเห็นอัศวิน “ดีจังเลย แม่เห็นประกายเสื้อเกราะที่ลูกใส่ก็รู้ทันที ว่าลูกแม่ต้องเป็นคนกล้าหาญแน่ ๆ เพราะคนกล้าหาญเท่านั้น ถึงได้รับเลือกเป็นอัศวิน” “จริงหรือฮะ” ไมโลประหลาดใจ “โห เท่ไปเลย” ไมโลจึงเล่นสู้กับมังกร

วันต่อมา เด็ก ๆ เล่นเป็นนักบินอวกาศ ไมโลอยากเป็นนักบินอวกาศ แต่เพื่อนไม่ให้ เพราะไมโลใส่แว่น เดี๋ยวสวมหมวกนักบินอวกาศไม่ลง จึงต้องเล่นเป็นมนุษย์ต่างดาวสีเขียวแทน

เย็นนั้น ไมโลถามแม่ว่า “ผมเหมือนมนุษย์ต่างดาวมากไหม” “ลูกก็เหมือนตัวลูกนั่นแหละ มีสองตา หนึ่งจมูก และหนึ่งปาก แต่ที่ลูกพิเศษกว่าใคร เพราะลูกเป็นไมโลเด็กดีของแม่ไงล่ะ” พร้อมบอกต่อว่า ถ้าได้เป็นมนุษย์ต่างดาว ถือว่าโชคดีมาก เพราะได้ไปเที่ยวในอวกาศ แต่ยังพูดภาษาต่างดาวได้ด้วย

วันรุ่งขึ้น เด็ก ๆ เล่นเป็นสัตว์ทะเล มีแต่คนแย่งเป็นปลาฉลาม ไมโลบอกเพื่อน ๆ ว่า “ฉันรู้แล้ว ฉันจะเป็นปลากระเบนที่เก่งกล้า จะได้ซ่อนตัวอยู่ใต้ทราบแล้วว่ายออกมาให้ทุกคนสะดุ้งโหยงเลย!” เพื่อน ๆ คิดว่าเป็นไอเดียที่เยี่ยมยอดที่สุด ทุกคนเล่นอย่างสนุกสนาน

เย็นนั้น ไมโลมองตัวเองในกระจก แล้วถามตัวเองว่าเห็นอะไร “แม่พูดถูก ฉันเป็นอะไรก็ได้ที่ฉันอยากเป็น เพราะฉันเป็นฉันเองไงล่ะ”

วันนี้ดิฉันเล่านิทานจากหนังสือ “ลูกเป็นคนพิเศษนะ” โดย Ann Meek ให้ฟัง เพราะเพิ่งผ่านประสบการณ์ที่น่าเศร้าค่ะ เพื่อนรักคนหนึ่งทำร้ายตัวเอง เพราะคิดว่าตัวเองไร้ค่า ไม่มีแสงสว่างในชีวิต ปราศจากแรงผลักให้สู้ต่อ

เมื่อมองไปรอบตัว ดิฉันพบว่าปรากฎการณ์แบบนี้มีมากแบบไม่คาดคิด ทั้งกับเด็กและผู้ใหญ่ ที่สำคัญ เกิดขึ้นโดยพวกเราไม่รู้ตัว นั่นคือ ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง คิดว่าตัวเองดีไม่พอ ไม่คู่ควร

เมื่อสองปีที่แล้ว ดิฉันและทีมงานจัดทำหนังสือเรื่อง “ถ้วยฟูรักตัวเอง” โดย Trace Moroney ตอนนั้นมีการโต้เถียงว่า หากเราตั้งชื่อแบบนี้ จะทำให้เด็ก ๆ เข้าใจผิด สับสนกับคำว่า “หลงตัวเอง” หรือคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นหรือไม่ สุดท้าย เราสรุปว่า การรักตัวเอง คือ “ความกล้าหาญพอที่จะยอมรับตัวเราในแบบที่เราเป็นจริง ๆ”

วันนี้ดิฉันจึงขอชวนพวกเราคิดว่า เราจะทำอย่างไรให้ลูกหลานของเรา (หรือแม้แต่ตัวเรา) เห็นคุณค่าของตัวเองค่ะ จึงขอยกข้อแนะนำของคุณ Ann Meek มาแบ่งปันกันนะคะ

อันดับแรก คือ ช่วยให้เด็กค้นพบตัวเอง ทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกัน มีความชอบและความถนัดไม่เหมือนกัน และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เปิดโอกาสให้ทดลองพบสิ่งใหม่ ๆ

อันดับที่สอง คือ การตั้งเป้าหมาย สร้างความคาดหวังที่เป็นไปได้ และวัดผลกับตัวเอง ไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น ต่อมา คือ จัดการกับข้อขัดแย้งในใจ เด็ก ๆ จะเจอความคิดที่ขัดแย้งจากทุกที่ ไม่ว่าจะจากเพื่อน จากครู จากพ่อแม่ และจากตัวเอง การพูดคุยถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกผ่อนคลาย กล้าเข้าหา และเล่าให้เราฟังถึงความคิดที่สับสนของเขาอย่างธรรมชาติและไม่บังคับ 
ข้อสุดท้าย คือ การพูดคุยเชิงบวก คุณพ่อคุณแม่มีบทบาทสำคัญที่จะให้กำลังใจ ให้ข้อคิดเชิงบวก เราจะเห็นพัฒนาการเชิงความคิด เพื่อตลบ “ความสงสัยในคุณค่าของตัวเอง” กลับมาสู่ความรักตัวเองค่ะ  


ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่าลืมบอกลูกว่า “ลูกเป็นคนพิเศษนะ”

วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เมืองแห่งการอ่าน

หลายปีก่อน เจ.เค. โรว์ลิ่ง นั่งเขียน “แฮร์รี่ พอตเตอร์” จิบน้ำชา มองปราสาทเอดินเบอระที่ร้านกาแฟ “The Elephant House

นี่จึงเป็นสถานที่แรกที่ดิฉันตั้งใจไปเมื่อไปเที่ยวสก๊อตแลนด์ครั้งที่ผ่านมา
น่าแปลกใจกว่านั่น “The Elephant House” ยังเป็นสถานที่ในดวงใจของนักเขียนระดับโลกอีกหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น เอียน แรนคินส์ (เจ้าของผลงานชุดนักสืบรีบัส) และ อเล็กซานเดอร์ แมคคอล สมิทธ์ (เจ้าของผลงานชุดนักสืบหญิงหมายเลข 1) ที่รู้เพราะมีรูปถ่ายนักเขียนมากมายในร้านกาแฟแห่งนี้ พร้อมยังมีโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมพบปะนักเขียน ตามรอยตัวละครยอดฮิต ที่สำคัญ มีทัวร์ตามรอย Harry Potter Trail ที่จัดฟรีสัปดาห์ละสองครั้งอีกด้วย

ไม่เพียงแค่ในร้านกาแฟแห่งนี้ ทั่วเมืองเอดินเบอระเต็มไปด้วยกลิ่นอายของวัฒนธรรมการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นร้านหนังสือที่มีเยอะทุกมุมถนน โปรแกรมทัวร์ประวัติศาสตร์นักเขียน / วรรณคดี / ตัวละคร / ร้านหนังสือ เต็มไปหมด

เพิ่งมารู้ทีหลังว่า เอดินเบอระเป็นเมือง UNESCO City of Literature (เมืองแห่งวรรณกรรม) แห่งแรกของโลก เขาเขียนในเว็บไซต์ว่า เป็นตำแหน่งถาวรและไม่แข่งขันกับใคร มีภารกิจจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน สำหรับวรรณกรรมจากในและต่างประเทศ

ดิฉันสนใจคำว่า “ไม่แข่งขันกับใคร” ถึงแม้จะได้ตำแหน่งมานาน แต่ถึงวันนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมต่อเนื่อง ให้เกียรตินักเขียน นักอ่าน และสำนักพิมพ์ และแทรกซึมถึงทุกภาคส่วน การท่องเที่ยวของเขาเอาจุดนี้มาเล่นเต็มที่ แม้กระทั่งมีชื่อพิเศษให้นักท่องเที่ยวที่สนใจด้านการอ่านและหนังสือเป็นพิเศษว่า Literary Tourist (นักท่องเที่ยวด้านวรรณกรรม)! หนำซ้ำ ในเว็บไซต์ยังประชาสัมพันธ์ให้ภาคธุรกิจมามีร่วมทำการค้าที่เกี่ยวกับเรื่องวรรณกรรมอีกด้วย

การไปสก๊อตแลนด์ครั้งนี้ มีโอกาสไปเดินไต่เขาที่ Glencoe ล่องทะเลสาปที่ Lochness เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในปราสาทและพิพิธภัณฑ์หลายแห่ง พบว่าสก๊อตแลนด์เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเชิงประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การเมือง และวิทยาศาสตร์ ทำให้รู้สึกดื่มด่ำและ “อิน” เป็นที่สุด
จุดร่วมที่กระตุ้นอารมณ์นี้คือหนังสือค่ะ เพราะไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน จะต้องมีหนังสือเกี่ยวกับ “เรื่องนั้น” ในศูนย์นักท่องเที่ยวหรือร้านขายของที่ระลึก หนังสือชุด “โหด มัน ฮา” (Horrible Series) ที่เขียนโดยเทียรี เดียรี ซึ่งเป็นหนังสือที่ขายไม่ดีในประเทศไทย แต่กลับเป็นหนังสือที่มีขายในสถานที่ท่องเที่ยวและร้านหนังสือทุกที่

ทำให้เห็นว่า การปลูกฝังสามัญสำนึกและความมีส่วนร่วมนั้น จำเป็นต้องมี content” ซึ่งจะทำให้ประสบการณ์ที่ได้รับถูกประทับอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งทำได้ง่ายด้วยการอ่านหนังสือ และเหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา ที่หากอยากรู้ลึกเรื่อง (เช่น) วิลเลียม วอลเลซ ว่าเอาชนะอังกฤษที่สมรภูมิ ... ได้อย่างไร ก็ต้องอ่านต่อ เป็นต้น

ทำให้ดิฉันสะท้อนถึงความ “ง่าย” ของคนในสังคมเรา เมื่ออยากรู้ มักชอบได้ข้อมูลแบบ “ง่าย ๆ” คือ ถามเอา ไม่หาเอง ไม่อ่านเอง สุดท้ายอาจรู้ไม่จริง!

กลับมาเรื่องเมืองแห่งการอ่าน การไปเยี่ยม “The Elephant House” ในครั้งนี้ ทำให้รู้สึกขอบคุณในโอกาสที่เราได้จัดพิมพ์ “แฮร์รี่ พอตเตอร์” เป็นภาษาไทย เพราะถือเป็นการพลิกวัฒนธรรมการอ่านของประเทศครั้งสำคัญ อย่างน้อยที่สุด ก็สำหรับชีวิตของดิฉันเอง

หากคุณแม่ไม่ได้ขอให้ดิฉันช่วยอ่านต้นฉบับ “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ในตอนนั้น ดิฉันอาจไม่ได้เป็นคนรักการอ่านแบบทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าดิฉันจะเป็นหนอนหนังสือตัวยงในชั้นประถม (อุดหนุนผลงานของ อีนิด ไบลตัน “เจ็ดสหายยอดนักสืบ” ครบชุดจากสำนักพิมพ์เม็ดทรายตั้งแต่ ป. 2 และ “ห้าสหายผจญภัย” ครบชุด 21 เล่มจากสำนักพิมพ์แก้วกานต์ตั้งแต่ป. 5) ดิฉันเป็นหนึ่งในวัยรุ่นที่เลิกอ่านหนังสือวรรณกรรม และหันไปอ่านแต่การ์ตูนญี่ปุ่นในชั้นมัธยมต้นค่ะ

แต่พอได้อ่าน “แฮร์รี่ พอตเตอร์” พบว่ามันสนุกสุดยอดขนาดไหน จนต้องหาหนังสือเล่มอื่นมาอ่านระหว่างรอเล่มใหม่ออกเลยค่ะ ดิฉันโชคดีมากที่ได้ไปฝึกงานที่สำนักพิมพ์สกอลาสติกในช่วงที่ “แฮร์รี่พอตเตอร์กับเจ้าชายเลือดผสม” (เล่ม 6) ออกตลาด เป็นหนึ่งในทีมงานจัดงานเปิดตัวที่ถนนเมอร์เซอร์ ที่โซโห ได้รับหนังสือหลังเที่ยงคืนเหมือนลูกค้าทุกคน และไม่ได้นอนอีกเลยใน 24 ชั่วโมงต่อมา เพราะอ่านจนวางไม่ลง!

ดิฉันจึงคิดว่าการทิ้งรอยประทับใจในหนังสือเล่มโปรดในเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องสำคัญมาก ดิฉันเคยคุยกับนักเขียนเยาวชนหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น ดร. ป๊อบ (เจ้าของผลงานชุด Girls & a Doll) หรือน้องเปาะเปี๊ยะ (เจ้าของผลงานชุดผจญภัยในแดนเงือก) ล้วนได้แรงบันดาลใจจากการอ่าน “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ทั้งนั้น

ถึงแม้เวลาผ่านไป เด็กไทยอาจเริ่มไม่รู้จัก “แฮร์รี่ พอตเตอร์” แต่ดิฉันเชื่อว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่คงยังจำพลังของหนังสือชุดนี้ได้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปี ความสนุกยัง “คลาสสิค” ไปกับเด็กรุ่นต่อรุ่น ลองให้เด็ก ๆ อ่านสิคะ จะได้เป็นชนวนให้อ่านไม่หยุดเหมือนดิฉัน และที่สำคัญ ต้องมีแรงผลักดันจากทุกภาคส่วนด้วย
ปีนี้กรุงเทพเป็นมหานครแห่งการอ่าน หวังว่าจะเจริญรอยตามเอดินเบอระ คือ ต่อยอดอย่างไม่หยุดยั้ง และคงต้องทิ้งโจทย์ไว้ให้ทุกท่านคิดต่อ ท่านจะมีส่วนช่วยอย่างไรให้กรุงเทพเป็นเมืองแห่งการอ่านแบบฝังลึกสู่จิตวิญญาณ

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อ่านหนังสือวิทย์-คณิตไม่ให้เบื่อ

“เราก้าวทะลุโปสการ์ดได้อย่างไร”
!?!? งงใช่ไหมคะ

สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันมีโอกาสไปร่วมการสัมมนา “ทำอย่างไรให้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องน่าอ่านสำหรับเยาวชน” จัดโดยกรุงเทพมหานคร และนี่เป็นคำถามที่ Professor Dr. Albrecht Beutelspacher ผู้ก่อตั้ง Mathematikum พิพิธภัณฑ์คณิตศาสตร์ Hands-on แห่งแรกในโลกถามขึ้น

ขอย้อนเวลาไป 5 ปี ระหว่างที่ คุณแม่ (สุวดี จงสถิตย์วัฒนา) ไปทำงาน ณ Frankfurt Book Fair เพื่อนรักชาวเยอรมัน Joachim Hecker ก็เล่าให้ท่านฟังเกี่ยวกับ Mathematikum ท่านจึงนั่งรถไฟไปเมืองกีเซ่น (Giessen) เพื่อไปดูว่าพิพิธภัณฑ์คณิตศาสตร์เป็นหน้าตาเป็นอย่างไร และทำให้เป็น hands-on ได้อย่างไร

ตอนนั้น ท่านอีเมลให้ลูก ๆ ฟังอย่างตื่นเต้นว่า “อยากให้เด็กไทยมีแหล่งเรียนรู้แบบนี้บ้าง”
และแล้ว ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย

เมื่อดิฉันซื้อลิขสิทธิ์หนังสือคณิตศาสตร์ hands-on ของดร. อัลเบรท มาแปลเป็นภาษาไทย และเตรียมไปขอทุนจากสถาบันเกอเธ่เพื่อเชิญ ดร.อัลเบรทมาอบรมครูคณิตศาสตร์ชาวไทย
สถาบันเกอเธ่ก็ลงทุนสร้างนิทรรศการเคลื่อนที่ของ Mathematikum ไปทั่วโลก ตอนนี้อยู่อินเดีย และปีหน้าจะมาเมืองไทย! จึงตอบตกลงทันที เพราะทิศทางเดียวกัน

พร้อมกันนั้น กรุงเทพมหานครวางแผนจัดสัมมนาเรื่องทำอย่างไรให้เด็กไทยไม่กลัวหนังสือวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ดร.อัลเบรทเลยได้มาร่วมตั้งคำถามและแบ่งปันความคิดกับพวกเราค่ะ
ท่านใช้ 3 วิธี คือ 
     1. ตั้งคำถามกวน ๆ ที่พิสูจน์ได้การทดลองคณิตศาสตร์แบบ hands-on เช่น “เราก้าวทะลุโปสการ์ดได้อย่างไร
     2. ลับสมองด้วย brainteaser แบบคณิตศาสตร์ เช่น “ทำอย่างไรให้วัวกินหญ้าเป็นรูปครึ่งวงกลม และ 
     3. ผ่านการเล่านิทาน

ท่านเล่าว่า ท่านก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ Mathematikum เป็นเพราะตอนท่านสอนนักศึกษาที่จะมาเป็นครูคณิตศาสตร์ รู้สึกว่าเป็นเรื่องยาก จับต้องไม่ได้ จึงร่วมมือกับนักศึกษาสร้างสถานีการทดลองคณิตศาสตร์แบบ hands-on ขึ้น เพื่อให้เป็นสื่อการเรียนรู้ที่จับต้องได้ ปัจจุบันนอกจากมีนิทรรศการประจำที่เมืองกีเซ่น ยังมีนิทรรศการเคลื่อนที่ไปโรงเรียนและชุมชนต่าง ๆ ทั่วโลก

ไม่กี่ปีที่แล้ว มีมูลนิธิของบริษัทเทเลคอมยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีคิดหนักว่า ควรใช้เงินกับโครงการประเภทไหนดี สุดท้ายทำโครงการพัฒนาครูคณิตศาสตร์ระดับประถมสอนคณิตศาสตร์ได้แบบ hands-on และสนุกสนาน เพื่อสุดท้ายสามารถสร้างคนที่มีพื้นฐานความคิดแบบมีตรรกะ ช่วยกันพัฒนาประเทศ!
คิดไกลมากใช่ไหมคะ

ในงานสัมมนา Dr. Norbert Spitz ผอ. สถาบันเกอเธ่ ยังกล่าวถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป แต่ก่อน เด็ก ๆ ใช้เวลาว่างในการเล่น เล่นเป็นกลุ่ม คือแบบ hands-on ซึ่งสามารถฝึกทักษะสังคม การแก้ปัญหา แต่เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ มักเล่นคนเดียว คือ เล่นคอมพิวเตอร์ สื่อสารทางเดียว ทำให้ไม่ค่อยตั้งคำถาม
เพราะฉะนั้นการวางกลยุทธให้เด็กไทยอ่านหนังสือแนววิทยาศาสตร์จึงเป็นเรื่องสำคัญ และทำได้ง่าย เพราะการอ่านนำสู่การตั้งคำถาม และต้องค้นหาคำตอบด้วยการปฏิบัติจริง เรื่องนี้จะทำได้ง่ายขึ้นหากครูและผู้ปกครองสร้างเวทีให้เกิด

ดิฉันขอปิดท้ายบทความด้วยคำกล่าวปิดงานของ มรว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร คือ “เราไม่ได้ต้องการให้ทุกคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ และไม่ใช่ทุกคนเป็นนักวิทยาศาสตร์ได้ เราเพียงต้องการให้คนไทยรู้จักคิดแบบเป็นวิทยาศาสตร์” ซึ่งดิฉันเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Start-Up Nation ความจำเป็นนำมาซึ่งนวัตกรรม

Necessity is the mother of invention” กล่าว ฯพณฯ นายชีมอน โรเดด เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย นั่นคงเป็นสาเหตุที่หนังสือ คิดอย่างไร ใหญ่อย่างอิสราเอล ว่า “ทำไมประเทศอิสราเอลที่มีประชากรเพียง 7.1 ล้านคน ทั้งยังอยู่ท่ามกลางสงครามมาตลอด ไม่มีแม้แต่ทรัพยากรธรรมชาติ แต่สามารถสร้างชาติ สร้างคน และสร้างบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐฯ ได้มากกว่าบริษัทของเกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จีน อินเดีย และยุโรปทุกชาติรวมกัน

สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันมีโอกาสร่วมรับประทานอาหารกับท่านทูต เพื่อเตรียมการจัดงานสัมมนาครั้งใหญ่ ถอดบทเรียนความสำเร็จของคนอิสราเอล จุดประกายคนไทยมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จที่จัดร่วมกับสถานทูตรอิสราเอล ธนาคารกสิกรไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ถึงแม้ผู้ใหญ่ในวงการศึกษามักจะไปดูงานที่อิสราเอล โดยเฉพาะด้านการศึกษาปฐมวัย ดิฉันไม่เคยตระหนักเลยว่า การสร้างคนให้มีคุณภาพ มีแนวความคิด สร้างนวัตกรรมถูกฝังรากอย่างหนักแน่นในทุกมิติ ถึงขนาดที่ Dan Senor และ Saul Singer ต้องเขียนหนังสือ “Start-Up Nation” ออกมาเป็นหนังสือขายดีระดับโลก

เว็บไซต์ของ “Start-Up Nation” กล่าวว่า ในช่วงเวลาที่นวัตกรรมเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก “Start-Up Nation” จะยกตัวอย่างจากประเทศอิสราเอล ที่ไม่เพียงสามารถปรับใช้ได้กับประเทศอื่น ๆ แต่สามารถปรับใช้กับทุกคนที่ต้องการสร้างองค์กรที่ประสบความสำเร็จนั่นคือสร้างคนที่มีจิตวิญญาณแบบ “Can-Do”

คำว่า “Improvisation” (พลิกแพลงตามสถานการณ์) ถูกพูดถึงบ่อยครั้งระหว่างทานข้าวค่ะ ท่านทูตกล่าวว่าคนอิสราเอลทำงานและใช้ชีวิตแบบให้เป้าหมายนำ จะเห็นว่าในบริษัทอิสราเอล หากลูกค้าบอกว่าจะทำด้วยวิธีอะไร...หัวหน้าจะบอกว่า “I don’t care” อย่างที่เอ่ยไว้เบื้องต้น ความจำเป็นก่อให้เกิดนวัตกรรม

ในคราวที่ไม่มีประเทศไหนยอมขายอาวุธให้อิสราเอลเลย อิสราเอลก็ต้องทำทุกอย่างจนสามารถผลิตอาวุธเองได้ แม้กระทั่งเรื่องน้ำดื่ม เพราะอิสราเอลไม่มีน้ำดื่มเพียงพอ มีแต่น้ำทะเล จึงคิดค้นระบบแปลงน้ำทะเลเป็นน้ำดื่มได้สำเร็จ หรือจะเป็นความจำเป็นแบบเรา เรา ของคุณแม่ทั้งหลาย ที่มีภารกิจรัดตัว ดูแลลูก ส่งลูกไปโรงเรียน รีบไปถึงที่ทำงานให้ตรงเวลา รีบไปรับลูก กลับมาทำงานบ้าน ฯลฯ สุดท้าย อิสราเอลก็ตอบโจทย์จนทำระบบ Navigation ที่สุดยอดมากจน Google ต้องซื้อนวัตกรรมนี้ต่อ

บทเรียนหนึ่งที่เราเห็น คือ อย่ากลัวความล้มเหลว ไม่สำเร็จครั้งเดียวไม่ได้ความว่าคุณล้มเหลว ลองใหม่! “ในอิสราเอล การล้มเหลวจะไม่สร้างบทแผลในสังคมท่านทูตบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติมาก

สิ่งสำคัญ คือ เราเรียนรู้อะไรจากข้อผิดพลาดครั้งนี้ การเรียนรู้จากอดีตเป็นเรื่องสำคัญ ท่านทูตแสดงความผิดหวังที่หลายประเทศไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์สงครามโลก บางครั้งเห็นนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำใช้สัญลักษณ์ สวัสดิกะของนาซีแบบไม่รู้ตัว อย่าว่าแต่ประวัติศาสตร์โลกเลยค่ะ ดิฉันยังรู้สึกเสียดายที่ประวัติศาสตร์สมัย 14 ตุลา หรือ 6 ตุลา ไม่อยู่ในหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ทำให้รูปแบบปัญหาสังคมเกิดขึ้นแบบซ้ำ ๆ

หลายท่านคงสงสัยว่า ทำไมดิฉันถึงตัดสินใจพิมพ์หนังสือเล่มนี้ และจัดสัมมนาครั้งนี้ ทั้ง ๆ ที่เราเล่นเรื่องเด็กและเยาวชนเป็นหลัก ดิฉันมองเรื่องการสร้างคนค่ะ คงต้องชวนคิดต่อว่า ในฐานะที่เราเป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่ต้องการยกระดับคุณภาพของคนและสัมคม เราจะถอดบทเรียนความสำเร็จของคนอิสราเอลอย่างไร เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนไทยและสมาชิกในองค์กรของเรา มีคุณภาพ ยืดหยุ่น กล้าคิด กล้าทำ ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของการสร้างนวัตกรรม

พวกเราคงเห็นพ้องว่า เราจะถอดบทเรียนมาใช้แบบทั้งดุ้นคงไม่ได้ แต่เราจะหา Best Fit ของไทยหรือกับองค์กรของเราได้อย่างไร นี่เป็นประเด็นสำคัญ ในการจัดสัมมนาครั้งนี้ เราได้รับเกียรติจากวิทยากรชั้นนำของชาติ คือ คุณประภัสสร เสวิกุลดร.สมเกียรติ อ่อนวิมลดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ และ ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล

หากคุณมีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้ ลองเขียนความเห็นมาแบ่งปันกันนะคะ และครั้งหน้าดิฉันจะมาเล่าถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสัมมนาครั้งนี้อีกค่ะ 

วันพุธที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การศึกษาหลอมคนให้เป็นคน

“ไม่อยากเชื่อเลยว่าจบมัธยมมา 11 ปีแล้ว!!!

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โรงเรียน British International School หรือที่เคยรู้จักกันในนาม Dulwich International College (DIC) จัดงานเลี้ยงรุ่นอย่างเป็นทางการครั้งแรก มีคนมาร่วมเกือบ 200 คน ตั้งแต่คนที่จบ ม. 6 ในปี 2001 ถึงปี 2012 ถือเป็นสุดสัปดาห์ที่สนุกที่สุดในปีนี้เลยค่ะ

โรงเรียนดิฉันมีนักเรียนจากหลายจังหวัด หลายประเทศค่ะ เป็นโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษ เป็นโรงเรียนประจำด้วยค่ะ ครูใหญ่คนปัจจุบันเล่าให้พวกเราฟังว่าเจ้าของโรงเรียนตัดสินใจในปีที่แล้วว่าจะทำให้โรงเรียนเราเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรค่ะ เงินที่ได้จะนำไปลงทุนกับการเรียนรู้และตอบแทนสังคมค่ะ

เพื่อน ๆ ของดิฉันตอนนี้มีหลายอาชีพ เป็นทั้งนักธุรกิจ นักปีนเขา นักเขียน กัปตันเรือยอร์ช นักร้อง มีรุ่นน้องคนหนึ่งถ่ายรูปเก่งมาก อาชีพเขาคือเป็นช่างภาพให้ครอบครัวที่ไปเที่ยวต่างประเทศ!
หากไม่ได้พบปะเพื่อนเหล่านี้ คงติดกับกับชีวิต “กรุงเทพ” ที่คิดว่าโลกนี้มีเพียงไม่กี่อาชีพ...

ดิฉันขอยกคำพูดของอาจารย์ที่เคารพมาก คือ คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ “การศึกษาหลอมคนให้เป็นคน เป็นมนุษย์ที่มีความสามารถ” ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง และการกลับไปที่โรงเรียนครั้งนี้ ยกความทรงจำดี ๆ หลายอย่าง จึงขอแบ่งปันกับทุกท่านค่ะ

ตอนเด็ก ๆ ดิฉันเคยคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่มีค่าค่ะ เพราะเรียนไม่เก่งมาก ไม่เคยเป็นหัวหน้าห้อง และไม่เคยเป็นตัวแทนห้องไปประกวดอะไรเลยค่ะ

แต่เมื่อเข้าโรงเรียนดัลลิช โชคดี พบครูดี ทำให้เห็นว่า “ความเก่ง” มีมากมายหลายทาง ดิฉันได้มีโอกาสเล่นกีฬาหลายแบบ เล่นละครเวที ร้องเพลงประสานเสียง ที่สำคัญ โรงเรียนมอบโอกาสนี้ให้ทุกคน

น้องสาวของดิฉันเคยเป็นตัวแทนโรงเรียนแข่งว่ายน้ำท่าผีเสื้อกับโรงเรียนอังกฤษทั่วเอเชีย ไม่ใช่ว่ายเก่งนะคะ แต่อึดและไม่อาย ว่ายถึงคนสุดท้ายเลยค่ะ เมื่อถึงฝั่ง ได้ยินเสียงโห่ร้องให้กำลังใจแบบดังสนั่น
ในหลักสูตร นักเรียนทุกคนต้องทำกิจกรรมจิตอาสา ในสุดสัปดาห์จะมีให้ลงชื่อไปเก็บขยะที่ชายหาด ปลูกต้นไม้ ในชั้น ม. 5 และ 6 ทุกคนต้องทำกิจกรรมอาสาสมัครอย่างน้อย 50 ชั่วโมง หากไม่ทำ ถึงแม้ว่าจะสอบได้ดีเลิศ ก็จะไม่สามารถจบได้

บางคนก็คงไม่อยากทำหรอกค่ะ แต่โรงเรียนสร้างเวทีให้พวกเราได้ประสบการณ์ใหม่ ที่ขัดแย้งกับที่เคยเจอ หรือที่ว่ากันว่า “สร้าง impression ให้ฝังใจ” สุดท้าย ก็หวังว่าประสบการณ์เหล่านี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเราคิดดี ทำดี สร้างความแตกต่าง

ครูคนหนึ่งที่เปลี่ยนชีวิตดิฉัน คือ Dr. Peter Koret ครูชาวอเมริกันที่สอนวิชาวรรณคดีไทย พาพวกเราอ่านกวี “ดอกบัวจมน้ำ” อ่านนิยาย “ฟ้าบ่กั้น” “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” เข้าใจบ้าง งงบ้าง แต่อย่างน้อย ได้ impression ที่ติดอยู่ในใจค่ะ

ไม่เพียงแต่วิชาวรรณคดีนะคะ แม้กระทั่งวิชาภูมิศาสตร์ เมื่อ Mr. Richard Pool สอนเรื่องระบบนิเวศน์บนชายหาด ก็จะพาไปออกภาคสนามที่หาดกะรน เมื่อสอนเรื่องการพัฒนาของเมือง ก็พาไปตระเวนถนนบายพาส ตอนนั้น Mr. Pool บอกว่าถนนบายพาสจะเจริญมาก สมัยนั้น พวกเราคิดว่าจะจริงได้อย่างไร ไม่มีตึกแม้แต่ตึกเดียว มีแค่โลตัสตึกเดียว แต่กลับไปภูเก็ตครั้งนี้ ถนนบายพาสพัฒนามาก เป็นสายที่รถติดที่สุดเลยค่ะ

สองสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันไปร่วมเปิดงานสัปดาห์หนังสือและการเรียนรู้จังหวัดอุบล จัดโดยห้างสุนีย์ค่ะ ถือโอกาสไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติผาแต้มต่อ ระหว่างเดินชมภาพเขียนประวัติศาสตร์ impression ทุกอย่างที่เคยเรียนกับ Mr. Pool เรื่องการสร้างตัวของภูเขา หินชนิดต่าง ๆ ลอยมาเลยค่ะ

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ดีมาก คือ การเดินป่าในโครงการ The Duke of Edinburgh's Award ค่ะ ตอนนั้นโรงเรียนจัดให้พวกเราไปเดินป่าที่อุทยาแห่งชาติเขาสก จังหวัดพังงา สนุกมากเลยค่ะ สร้างความสามัคคี ความอึด และชื่นชมธรรมชาติ

เล่าย้อนอดีตมาเยอะ สิ่งที่ดิฉันขอฝากก็คือ ชีวิตเรามีสิ่งสวยงามมากมาย การวัดค่าของคนด้วยความสำเร็จของไม่กี่วิชาคงไม่ใช้อีกต่อไป

สิ่งที่ทุกคนต้องการคือโอกาส โอกาสที่จะสำรวจความชอบและความสามารถของตัวเอง เพื่อที่จะได้ค้นพบ “พื้นที่” ให้ตัวเองยืนและเฉิดฉายในสังคมค่ะ

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ลูกไม่ชอบเรียนคณิตศาสตร์จะทำอย่างไรดี

“สวัสดีค่ะ หนูอายุ 8 ขวบ แต่อายุทางคณิตศาสตร์ 9.1 ขวบค่ะ”

รู้ไหมว่าอายุธรรมดากับอายุทางคณิตศาสตร์ (Maths AgeTM) แตกต่างกัน นอกจากนั้น วิจัยยังบอกว่าในห้องเรียนขนาด 40 คน มีช่องว่างระหว่างเด็กที่เก่งคณิตศาสตร์ที่สุดและอ่อนที่สุดมากถึง 4 ปี เพราะฉะนั้นครูมักจะสอนไปที่ค่าเฉลี่ยเสมอ ทำให้ทุกชั่วขณะ จะมีเด็กนั่งงงและนั่งเบื่ออยู่ และรู้ไหมว่า อายุทางคณิตศาสตร์ของแต่ละหัวข้อย่อยของแต่ละคน (เช่น บวก ลบ เรขาคณิต ฯลฯ) ยังไม่เหมือนกันอีก!

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงกับทุกวิชา และเป็นประเด็นร้อนในวงการศึกษาโลกที่เราเรียกกันว่า Personalised Learning นั่นคือ หากเด็กมีความสามารถแตกต่างกัน มีสไตล์การเรียนรู้ที่แตกต่างกัน เราจะจัดเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาศักยภาพตามรายบุคคลอย่างไร

วันนี้ดิฉันขอเล่าสู่กันฟังถึงเรื่อง Personalised Learning จากงานสัมมนาเรื่อง “ยกระดับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์แนวใหม่” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. ที่ผ่านมานะคะ

รัฐบาลอังกฤษทำวิจัยเพื่อหาวิธีสนับสนุนให้ได้เรียนแบบ Personalised Learning พบว่าทำได้หลายวิธี เช่น เพิ่มจำนวนครูต่อห้อง ลดจำนวนเด็กต่อห้อง ให้เด็กเรียนพิเศษแบบตัวต่อตัว และใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ผลวิจัยด้านคณิตศาสตร์พบว่าหากเด็กได้เรียนพิเศษตัวต่อตัว 20 ชั่วโมง อายุทางคณิตศาสตร์จะเพิ่มขึ้น 1.2 เท่า

หากแต่การเรียนพิเศษตัวต่อตัวต้องใช้งบประมาณสูงมาก และไม่สามารถทำได้ในภาพกว้าง จึงมีการวิจัยต่อกับนักเรียน 8,388 คนที่ประเทศอังกฤษ โดยใช้โปรแกรมติวเตอร์ออนไลน์ Maths-Whizz พบว่า เมื่อใช้โปรแกรม 60 นาที/สัปดาห์ ต่อเนื่องเป็นเวลา 12 เดือน อายุทางคณิตศาสตร์จะเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ทำให้โรงเรียนกว่า 4,000 แห่งในประเทศอังกฤษ และอีก 11 ประเทศทั่วโลกใช้โปรแกรม Maths-Whizz นี้แล้ว

คุณเลียม เพททิท ผู้เชี่ยวชาญด้าน Personalised Learning วิชาคณิตศาสตร์จาก Whizz Education ประเทศอังกฤษกล่าวว่า “ปัจจัยสำเร็จของการยกระดับมาตรฐานการเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ขึ้นอยู่กับสามเหลี่ยมแห่งความสำเร็จ หนึ่งคือกระตุ้นให้เด็กสนุกและตื่นเต้นกับคณิตศาสตร์ สองคือครูมีข้อมูลพัฒนาการของเด็กรายบุคคล รู้ว่าเด็กคนไหนต้องการความช่วยเหลือตรงไหน และสามคือผู้ปกครองมีส่วนร่วม สนับสนุนนโยบายของโรงเรียนในการทำกิจกรรมคณิตศาสตร์”

คุณเลียมเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญคือการสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก ว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องง่าย เป็นเรื่องสนุก “เด็กส่วนมากจะตัดสินใจว่าชอบหรือไม่ชอบคณิตศาสตร์ในระหว่างอายุ 7-9 ปี หากเขาคิดว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องยาก ทำไม่ได้ ในอายุช่วงนั้น เขาจะไม่ชอบคณิตศาสตร์อีกเลย” นี่คือความท้าทายของผู้จัดการเรียนรู้ที่จะทำให้บทเรียนคณิตศาสตร์สนุก มีแอนิเมชั่น มีกิมมิคมัดใจเด็ก

“ผมคิดว่าสาเหตุที่ Maths-Whizz ได้รับรางวัลจากเวทีประกวดนวัตกรรมการเรียนรู้นานาชาติ เช่น  BETT Awards, Education Resource Award หรือแม้กระทั่งรางวัล Queen’s Award for Enterprise จากพระราชินีอลิซาเบทที่ 2 นั่นเป็นเพราะเราสร้างสรรค์โปรแกรมติวเตอร์ที่ตอบโจทย์สามเหลี่ยมแห่งความสำเร็จ เด็ก ๆ ชอบ Maths-Whizz มากเพราะได้ทำแบบฝึกหัดแอนิเมชั่นที่สนุก ทุกครั้งที่ทำจะได้สะสมแต้มไปซื้อของเล่น ซื้อสัตว์เลี้ยง สามารถท้าชิงเพื่อนจากทั่วโลกได้

ครูชอบ Maths-Whizz เพราะครูเห็นรายงานพัฒนาการของเด็กแบบ real-time วิเคราะห์ได้เป็นรายห้องเรียนและรายบุคคล และสำหรับผู้ปกครองประทับใจ เพราะเป็นวิธีที่ให้ลูกได้ทำคณิตศาสตร์แบบไม่ต้องบังคับ และเห็นผลได้จริง”

อาจารย์ดวงใจ ตระกูลช่าง ผู้รับใบอนุญาตกลุ่มโรงเรียนแย้มสอาด เล่าว่า “ตั้งแต่โรงเรียนนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการกับการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรม IPAD หรือ Maths-Whizz พบว่าผลการเรียนดีขึ้นจริง ๆ ที่สำคัญเด็ก ๆ กระตือรือร้นอย่างเห็นได้ชัด ปกติวันจันทร์เด็ก ๆ จะไม่อยากเรียน แต่ตั้งแต่เปิดเทอมมา 6 สัปดาห์ ไม่มีใครขาดเรียนเลย”

ผู้เชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์จาก สสวท. ดร. รณชัย ปานะโปย เสนอเพิ่มเติมว่า “ครูเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก ถึงแม้ว่าโลกปัจจุบันไม่สามารถปฏิเสธเทคโนโลยีได้ แต่สิ่งสำคัญคือการสนทนาในห้องเรียน ครูจะต้องจัดเวลาในการพูดคุยกับเด็ก ตั้งคำถามและเปิดเวทีให้มีการพูดคุยและอภิปรายในห้องเรียนด้วย”
ด้านหน่วยงานที่สร้างครูอย่าง ดร. ยุรวัฒน์ คล้ายมงคล คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ยังเสริมอีกว่า “การเรียนรู้ที่เหมาะสม จะต้องมีทั้งส่วน Personalised Learning ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล และต้องให้ความสำคัญของการเรียนรู้แบบทั้งห้อง (whole-class) ให้มีความเป็น interactive และสนุกสนาน”

“โรงเรียนหลายแห่งปฏิเสธเทคโนโลยีเพราะกลัวครูไม่ยอมใช้ ผมต้องตั้งคำถามว่า ในโลกปัจจุบัน เด็ก ๆ ใช้เทคโนโลยีกันหมดแล้ว เราจะปฏิเสธความจริงของโลกทำไม แต่สิ่งสำคัญ คือ การใช้เทคโนโลยีด้วย Best Practice ต่างหาก ถึงจะยกระดับการเรียนรู้ได้อย่างแท้จริง”

ดิฉันขอทิ้งท้ายบทความด้วยสิ่งที่ได้ยินมานะคะ

“น้องกันไม่เก่งเลขหรอกค่ะ ให้เล่นบอลดีกว่า ไม่ต้องเครียด” น้องกันมองหน้าคุณแม่อย่างงง ๆ คุณคิดว่าหากน้องกันไม่มีโอกาสได้ค้นหาศักยภาพของตัวเอง และเพียงคุณครูและคุณแม่ตัดสินใจว่าน้องกันไม่เก่งเลข โดยยังไม่รู้ข้อเท็จจริง คุณคิดว่าน้องกันจะอยากลองทำเลขต่อไปไหมคะ หรือน้องกันจะคิดว่า “เออ ผมคงไม่เก่งเลขจริง ๆ ช่างมันเถอะ!”