วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

ต่อยอด...ไม่ทำลาย


ต่อยอด ไม่ทำลาย

โดย คิม จงสถิตย์วัฒนา kim@nanmeebooks.com
วันนี้ดิฉันมีโอกาสไปเที่ยวสวนโบราณคดีมาดาบ้า ประเทศจอร์แดน รู้สึกประทับใจที่วิหารแห่งหนึ่ง สร้างโดยชาวโรมันในศตวรรษที่ 2 ต่อเติมเพิ่มเป็นโถงฮิปโปลิทัสที่มีพื้นโมเสกสวยงามตอนต้นศตวรรษที่ 4 ในสมัยไบแซนไทน์ที่ 1 ปรับปรุงเพิ่มในศตวรรษที่ 7 ในสมัยไบแซนไทน์ที่ 2 และต่อเติมพื้นโมเสกสวยงามขึ้นไปอีกโดยชนเผ่าอูมัยยาดในสมัยอิสลาม
ดิฉันประทับใจแนวความคิด “ต่อยอด ไม่ทำลาย” เพราะหลายครั้งเมื่อมีการเปลี่ยนการปกครอง โดยเฉพาะมีการเปลี่ยนศาสนา มักมีการทำลายเกิดขึ้น เช่น รูปปั้นพระพุทธรูปที่ถูกตัดเศียรในนครวัด เป็นต้น 


บนพื้นโมเสกในโถงฮิปโปลิทัสนี้ ใจกลางเป็นลายดั้งเดิมของโบสถ์ในสมัยไบแซนไทน์ แต่รอบนอกเป็นการออกแบบเพิ่มในสมัยอิสลาม แลดูสวยงาม ไม่เห็นรอยต่อ สะท้อนให้คิดว่า หากผู้นำใจกว้างทุกอย่างน่าจะเป็นไปได้ ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องศาสนาหรอกนะคะ เมื่อเปลี่ยนผู้บริหารก็มักเปลี่ยนโยบาย หลายครั้งไม่พัฒนาจากสภาพปัจจุบัน แต่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ทำงานขาดความต่อเนื่อง

สองสัปดาห์ที่แล้ว โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เชิญวิทยากรหลักจากมูลนิธิ Haus der kleinen Forscher ประเทศเยอรมนี มาพัฒนาทีมวิทยากรหลักคนไทยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปีการศึกษา 2559 ที่ผ่านมาเราใช้แนวคิด Research Cycle แต่ครั้งนี้เปลี่ยนเป็น Inquiry Circle ทำให้เราแปลกใจว่าทำไมเปลี่ยน เมื่อถามไป เขาก็ตอบมาว่า เขาเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เมื่อพบสิ่งที่ดีกว่าเดิมก็เปลี่ยนได้ หลังจากถกกันว่าเปลี่ยนทำไม เปลี่ยนดีไหม ก็มาสู่ข้อสรุปว่าเราจะเปลี่ยน แต่สำคัญคือ เรารู้ว่าจะเปลี่ยนเพราะอะไร
สัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันคุยกับทีมงานถึงแนวทางการปรับปรุงงานในปีหน้า มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งแย้งว่า บริษัทเราเปลี่ยนแปลงบ่อยจัง กลัวว่าลูกค้ารับไม่ได้ ดิฉันจึงชวนทีมงานไล่คิดถึงที่มาที่ไป ปีนี้เกิดอะไรขึ้นที่เราคิดว่าทำได้ดี แต่มีเรื่องอะไรที่คิดว่าควรทำให้ดีขึ้น จนทำให้เราเข้าใจว่า หากเรามีหลักคิด มีเป้าหมายที่ชัดเจน เราไม่จำเป็นต้องหวั่นไหวกับคำพูดหรือความคิดเห็นของคนรอบข้าง แต่เราสามารถสร้างความเข้าใจกับพวกเขาได้
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เพื่อตอกย้ำว่า ในยุคปัจจุบัน เราหยุดอยู่กับที่หรือยึดติดกับวิธีการเดิม ๆ ไม่ได้อีกต่อไป ชาลส์ ดาร์วิน บอกว่า “ไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุดที่จะเอาชีวิตรอดได้ แต่เป็นคนที่พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงต่างหาก” เพราะฉะนั้นกระบวนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องสำคัญมาก ง่ายที่สุดก็เรียกว่า PDCA คือ Plan Do Check Action เริ่มจาการวางแผน ลองทำดู ตรวจสอบว่าทำแล้วดีไหม ควรปรับตรงไหนไหม ปรับตามนั้น แล้วก็วนรอบไปเรื่อย ๆ

ระหว่างที่ไกด์เล่าให้ฟังถึงประวัติศาสตร์ ก็มีการพูดถึงกรณีที่กษัตริย์ฮุสเซนต้องปล่อยมือจากเขตเวสต์แบงก์ให้กับอิสราเอล ทำไมถึงยอมมอบดินแดนให้คนอื่น ไกด์ของเราออกความเห็นว่า “เพราะรู้อยู่แล้วว่าหากสู้ก็ต้องแพ้ คนต้องตายอีกมากมาย เพราะฉะนั้น ต้องตัดใจ มองภาพใหญ่” เพื่อนอีกคนเลยบอกว่า คงเป็นเหมือนกับตอนที่ประเทศไทยเราต้องมอบดินแดนบางส่วนให้อังกฤษและฝรั่งเศสในสมัยรัชกาลที่ 5
คงยากที่เรื่องแบบนี้จะมีทางออกที่ถูกใจทุกคน แต่ในฐานะผู้นำ ต้องมองภาพใหญ่เป็นหลัก ไม่ควรยึดติดกับ “ความรู้สึกผูกพัน” มากเกินไป เพราะสุดท้าย “อดีต” หรือ “ความรู้สึก” ไม่ได้ช่วยให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีได้
ดร.สเปนเซอร์ จอห์นสัน เขียนในหนังสือ “ใครเอาเนยแข็งของฉันไป” ว่า “ชีวิตก้าวเดิน เราก็ต้องเดินไปกับมัน” “สิ่งที่เราหวาดกลัวมันไม่แย่อย่างที่เราคิดหรอก” “หากเราเห็นว่าเราทำอะไรผิดไป ขอให้หัวเราะเยาะมัน เปลี่ยนแปลง แล้วทำให้ดีขึ้น”

วันนี้ ดิฉันเห็นท้องฟ้าที่สวยงามมาก จากสีฟ้าสดตอนบ่าย เป็นสีม่วงผสมชมพูและส้มในยามอาทิตย์ตกดิน ปีใหม่แล้ว จึงอยากเชิญชวนให้เพื่อน ๆ ทุกคน “ต่อยอด ไม่ทำลาย” นะคะ

วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

Mini Phaenomenta ศูนย์วิทยาศาสตร์ในโรงเรียน


โดย คิม จงสถิตย์วัฒนา kim@nanmeebooks.com

ลายเดือนก่อน ดิฉันเล่าถึงโครงการสร้างศูนย์วิทยาศาสตร์ในโรงเรียนที่นานมีบุ๊คส์ร่วมดำเนินงานกับมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสนับสนุนโดยสถาบันเกอเธ่ ตอนนี้โครงการนี้เริ่มแล้วนะคะ
ตอนที่ดิฉันเชื้อเชิญโรงเรียนที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้ามาฟังว่า Mini Phaenomenta เป็นอย่างไร อาจสุดโต่งอย่างไร ก็มีโรงเรียนทั้งหมด 7 แห่ง[1]ลงชื่อว่าจะนำร่องด้วย เมื่อเดือนที่แล้วทั้ง 7 โรงเรียนนี้ส่งตัวแทนครูและผู้ปกครองที่แอ็กทีฟโรงเรียนละ 3 คนมาร่วมเวิร์กช็อป 3 วัน 2 คืนด้วยกันที่ Go Genius Learning Center เขาใหญ่
เป้าหมายของเวิร์กช็อปคือทลายกำแพงของ “ความเป็นไปไม่ได้” ในการทำงานไม้ การก่อสร้าง ความจริงในโรงเรียนนานาชาติ เด็กทุกคนจะมีประสบการณ์ทำงานช่าง งานไม้ในวิชา Design & Technology แต่โรงเรียนไทยไม่มีวิชานี้ เพราะฉะนั้น คนไทยส่วนมากไม่เคยจับเครื่องมือมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อยไม้ เจาะรู ตัดกระจก เป็นต้น

ในครั้งนี้ ผู้ร่วมเวิร์กช็อปถูกแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน แต่ละกลุ่มจะได้ “วิธีสร้าง” สถานีวิทยาศาสตร์ที่ไม่เหมือนกัน แล้วลงมือทำจริง โดยวิทยากรจะสวมหมวก facilitator คือ ไม่บอก ไม่สั่ง แต่คอยแนะถึงเทคนิค เช่น วิธีการตัดไม้รูปครึ่งวงกลม เป็นต้น พอสิ้นวัน ทุกคนจะเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เพราะเห็นประจักษ์ว่า “ฉันทำได้ด้วยมือของฉันเอง”
ความจริงแล้ว พอถึงคราวที่แต่ละโรงเรียนจะไปสร้างสถานีการทดลองเอง ครูจะไม่ได้เป็นคนสร้างนะคะ แต่จะเชิญชวนให้ผู้ปกครองเป็นคนสร้างให้โรงเรียน ระหว่างที่เราสะท้อนความคิดตอนกลางคืน หลายท่านบอกว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมกิจกรรมกับผู้ปกครองแบบนี้ รู้สึกพิเศษมาก หลายท่านคงจำได้ว่า ก่อนดิฉันรับปาก ดร.ฟีเซอร์ (ผู้คิดค้นคอนเซ็ป Mini Phaenomenta) ว่าจะทำโครงการนี้ที่ประเทศไทย ดิฉันเคยเถียงท่านว่า ผู้ปกครองชาวไทยไม่น่าจะยอมสร้างสถานีฯ เป็นอันขาด คงจะว่าจ้างช่างไม้ข้างนอก หรือไม่ก็ให้ครูทำ ตอนนี้ดิฉันเข้าใจแล้ว การที่ ดร.ฟีเซอร์ กำหนดว่าทุกโรงเรียนที่ร่วมโครงการจะต้องส่งตัวแทนมาเวิร์กช็อปก่อน ก็เพื่อโน้มน้าวแบบธรรมชาติที่สุดว่า “เราทำได้” และเมื่อเชิญผู้ปกครองมาเป็นส่วนหนึ่งด้วยแล้ว คนกลุ่มนี้นี่แหละที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับเราต่อไป

จุดเด่นอีกอย่างของ Mini Phaenomenta คือ ห้ามติดป้ายชื่อ วิธีเล่น และคำอธิบายของปรากฏการณ์เด็ดขาด เรื่องนี้คือเรื่องสุดโต่งที่ดิฉันกล่าวถึงข้างต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่โดนแรงต้านมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในระดับวิทยากรของเราเองก็ตาม ครู และผู้ปกครอง แต่ในวันสุดท้ายของเวิร์กช็อป ทุกคนจะทำกิจกรรม Genetic Talk คือ เราแบ่งกันเป็น 2 กลุ่ม แต่ละกลุ่มนั่งล้อมรอบสถานีที่ประทับใจที่สุด ในเวลานี้ วิทยากรทำหน้าที่ facilitate อย่างเดียว ซึ่งทุกคนต้องอดใจเปิดปากอย่างมาก เราจะเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมเวิร์กช็อป “เล่น” กับสถานีต่อหน้าทุกคน โดยมีกติกาคือ จะต้องพูดออกมาเสียงดังว่า “ฉันกำลังจะทำอะไร ฉันคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น” แล้วก็ทำมัน จากนั้นให้พูดว่า “พบว่ามันเกิดอะไรขึ้น น่าจะเป็นเพราะอะไร” แล้วก็กลับที่ คนต่อไปที่ยกมือก็จะเวียนกระบวนการนี้ แต่จะเปลี่ยนตัวแปรไปเรื่อย ๆ “คราวนี้ฉันจะทำแบบนี้บ้าง ฉันคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น” ลองทำดู “ฮืม มันกลับเป็นแบบนั้น” ฯลฯ ที่ต้องบอกว่าวิทยากรต้องปิดปากตัวเองเป็นเพราะ สิ่งที่บางคนพูดมันผิดเพี้ยนมาก หรือถูกต้องโป๊ะเชะมาก แต่วิทยากรห้ามโต้เถียง ห้ามอธิบาย หรือห้ามคอนเฟิร์ม นี่คือคือกระบวนการเรียนรู้แบบธรรมชาติ โดยใช้วิธีการ Accommodation (เรียนรู้จากความแตกต่างในความคิดตอนต้น) ซึ่งครู (หรือในที่นี้คือวิทยากร) สามารถกระตุ้นได้มากขึ้นด้วยกระบวนการ Genetic Talk ค่ะ


ตอนนี้เปิดเทอมสองแล้ว ทั้ง 7 โรงเรียนเริ่มนำ Mini Phaenomenta เข้าโรงเรียนจริง โดยก้าวแรก โครงการของเราจะเอาสถานีเคลื่อนที่ไปให้ยืมโรงละสองสัปดาห์ ระหว่างนั้น โรงเรียนจะเชิญผู้ปกครองให้มาเห็นความมหัศจรรย์และแววตาของเด็ก ๆ เพื่อหลังจากที่สถานีถูกเวียนไปโรงเรียนอื่น ผู้ปกครองก็จะได้ยกมืออาสาสร้างสถานีประจำให้กับโรงเรียน หากโรงเรียนไหนสนใจร่วมโครงการกับเราในปีการศึกษา 2559 กรุณาอีเมลหาดิฉันได้เลยค่ะ



[1] โรงเรียนทั้ง 7 แห่ง ได้แก่ เซนต์โยเซฟทิพวัล จิตรลดา อัสสัมชัญสมุทรปราการ เพลินพัฒนา รุ่งอรุณ อนุบาลวัดปิตุลาธิราชรังสฤษฎิ์ อนุบาลเมืองอุทัยธานี

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สกู๊ปบทความ : เรื่องไขความลับลมฟ้าและอวกาศ

ไขความลับลมฟ้าและอวกาศ
โดย คิม จงสถิตย์วัฒนา kim@nanmeebooks.com

ถือเป็นความโชคดีของเด็กไทยอีกครั้ง ที่ได้มีโอกาสร่วมสนุกกับกิจกรรม Science Show & Workshop หัวข้อ “ไขความลับลมฟ้าและอวกาศ” กับคุณโยอาคิม แลร์ช (Joachim Lerch) นักเขียนชื่อดังจากเยอรมนี เจ้าของผลงาน “นักวิทย์น้อยตะลุยอวกาศ” และ “นักวิทย์น้อยสำรวจภูมิอากาศ”

ที่ประทับใจพิเศษ คือ คุณโยอาคิม ไม่ได้แค่พาเด็ก ๆ ทำการทดลองอย่างเดียว แต่เล่าเรื่องราวและความเป็นมา ทำให้แต่ละกิจกรรมมีความเชื่อมโยง ทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย ใครอยากรู้ว่าดิฉันหมายถึงอะไร ลองไปอ่านหนังสือดูนะคะ ก่อนจะทำแต่ละการทดลอง คุณโยอาคิมจะเล่านิทานก่อน กระตุกต่อมเอ๊ะให้สงสัย เมื่ออยากรู้ ก็ลองทำดู ทั้งสองเล่มใช้คอนเซ็ปนี้ และมีตัวละครกลุ่มเดียวกันค่ะ ถึงแม้ว่าหัวข้อครั้งนี้อาจดูหนัก แต่คุณโยอาคิมเชื่อว่าเรื่องสำคัญอย่างการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (climate change) เป็นเรื่องที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก แต่ต้องไม่สร้างความหวาดกลัวให้กับเด็ก ก่อนจบงาน เด็ก ๆ ช่วยกันระดมความคิดว่า เราจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน และปิดท้ายด้วยการเต้นรำ
ดิฉันรู้จักคุณโยอาคิมครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน ตอนแรกไม่รู้ว่าเขียนหนังสือ รู้จักเพราะมีเพื่อนนักเขียนชาวเยอรมันอีกท่านบอกว่า ที่เยอรมนีมีเทศกาลวิทยาศาสตร์ที่เจ๋งมาก จัดโดยคุณโยอาคิม ปีหนึ่งมี 2 ครั้ง งานใหญ่จัดช่วงเดือนตุลาคม สำหรับอายุ 9-99 ปี อีกงานเล็กหน่อยจัดช่วงเดือนพฤษภาคมสำหรับเด็กเล็ก อายุ 4-9 ปี
           ดิฉันได้มีโอกาสไปเที่ยวงานของเด็กเล็ก สนุกมาก ประทับใจที่คุณโยอาคิมสามารถเชิญภาคีมาได้เยอะเป็นร้อย ทั้งภาคอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย และโรงเรียน ทุกบู๊ทเป็นกิจกรรมที่ต้องลงมือปฏิบัติจริงทั้งหมด คุณโยอาคิมตั้งกติกาเลยว่า ใครจะมาร่วมออกบู๊ท ห้ามมาเป็นนิทรรศการ โดยคุณโยอาคิมจะช่วยแนะนำวิธีการออกแบบกิจกรรมให้สนุก ดึงดูด และเชื่อมโยงกับสินค้าหรือบริการขององค์กรนั้น ๆ งานดีมากจนจัดต่อเนื่องมา 15 ปี ขายตั๋วได้ท่วมท้น สปอนเซอร์ไม่หนี มีแต่จะขอร่วมเพิ่ม แล้วที่พิเศษ คุณโยอาคิมสามารถเชิญนักเขียนและนักแสดงวิทยาศาสตร์ชั้นนำของประเทศมาแสดง Science Show ที่เทศกาลได้เยอะมาก มี 2 คนเป็นนักเขียนเราและเคยมาทำกิจกรรมกับนักอ่านคนไทยด้วย คือ Joachim Hecker เจ้าของผลงาน “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย” “50 ทดลองวิทย์ในชีวิตประจำวัน” และ “ทดลองวิทย์รอบรู้ธรรมชาติ เล่ม 1 และ 2” (เขาแนะนำให้ดิฉันรู้จักกับคุณโยอาคิมนี้) และ Andreas Korn Muller เจ้าของผลงาน “เวทมนตร์สุดมันมหัศจรรย์การทดลองเคมี”
ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นไปกับพลังชีวิตและแรงปรารถนาของคุณโยอาคิมเหลือเกิน เขาไม่ใช่แค่ครูที่ดี แต่เขามีใจนักพัฒนาโดยแท้ นอกจากงานเทศกาลวิทยาศาสตร์ คุณโยอาคิมยังออกโรดโชว์ไปทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์ตามโรงเรียน และโรงพยาบาลเด็ก “กิจกรรมวิทยาศาสตร์เติมพลังชีวิตให้กับเด็ก ๆ ที่ป่วยหนักได้จริง ๆ แววตาและสีหน้าของพวกเขาสดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”
ช่วงหลังยุโรปมีปัญหาเรื่องผู้ลี้ภัยค่อนข้างมาก คุณโยอาคิมก็ไปทำกิจกรรมวิทยาศาสตร์กับเด็ก ๆ ในค่ายลี้ภัยด้วย “วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องสากล ไม่ต้องใช้ภาษา แต่เราสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือที่จะเปิดใจของเด็ก ๆ และช่วยฝึกทักษะการสื่อสารให้กับพวกเขาได้”
คุณโยอาคิมยังเป็นผู้นำทีมไปรณรงค์เรื่องพลังงานและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในมอนเตเนโกรและยูกานดาอีกด้วย เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกใจเลยที่เมื่อดิฉันทราบว่าเขาเขียนหนังสือ แถมยังเป็นหนังสือการทดลองเกี่ยวกับอวกาศและภูมิอากาศ ซึ่งเป็นหัวข้อที่ไม่ค่อยมีคนเขียนกัน เราจึงติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์มาแปลเป็นภาษาไทยทันที และต้องขอขอบพระคุณสถาบันเกอเธ่เป็นอย่างมาก ที่สนับสนุนให้คุณโยอาคิมเดินทางมาประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อจัดอบรมครูวิทยาศาสตร์กว่า 180 คนและทำกิจกรรมสนุก ๆ กับเด็ก ๆ กว่า 200 ชีวิต
ดิฉันขอปิดท้ายด้วยข้อคิดจากคุณโยอาคิม “ “ศักดิ์ศรีของนักเรียนนั้นแตะไม่ได้” หลักการของผมคือต้องให้เกียรติผู้เรียนเสมอ ล่าสุดผมจัดการแข่งขันที่ประเทศจีน ว่าใครจะต่อเส้นสปาเกตตี้เป็นโครงสร้างได้สูงที่สุด นักข่าวขอให้ผมวิเคราะห์ว่าทีมที่แพ้ทำผิดตรงไหน ผมปฏิเสธที่จะตอบ เพราะไม่มีใครทำผิดอะไร” ลองหาหนังสือของคุณโยอาคิมมาอ่านกันนะคะ

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ยืนหยัดเข้มแข็ง

ยืนหยัดเข้มแข็ง

โดย คิม จงสถิตย์วัฒนา kim@nanmeebooks.com

มีใครเคยถูกข่มเหงรังแก (bully) บ้าง หรือมีใครเคยข่มเหงรังแกผู้อื่นบ้าง หลายคนคงจำคุณ นิค วูยิชิช เจ้าของผลงานเรื่อง “ชีวิตไร้ขีดจำกัด” “หยุดไม่อยู่” และล่าสุด “ยืนหยัด เข้มแข็ง” ได้ คุณนิคไม่มีแขน ไม่มีขา กำเนิดมาพร้อมกับโรค... ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณนิคจะประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ช่วยเหลือคนทั่วโลกนับล้าน มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น ภรรยาแสนสวยและลูกที่แสนน่ารัก แต่คุณนิคก็เคยผ่านมรสุมชีวิตมามาก เคยเกือบยอมแพ้ฆ่าตัวตายด้วยวิธีทำให้ตัวเองจมน้ำระหว่างอาบน้ำ
แน่นอนว่า คนที่มีรูปกายแตกต่างอย่างเด่นชัดอย่างคุณนิคคงถูกข่มเหงรังแกมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพหรือทางวาจา แต่แท้จริงแล้วการข่มเหงรังแกมาในหลายรูปแบบ ลองยกตัวอย่างในโรงเรียนนะคะ เด็กบางคนอ้วนพิเศษ สูงโย่งพิเศษ ผิวขาวพิเศษ (เผือก) ผิวดำพิเศษ สิวเยอะเป็นพิเศษ ยากจนเป็นพิเศษ รวยเวอร์เป็นพิเศษ คือแตกต่างจากชาวบ้าน ก็จะถูกล้อเลียน บางครั้งรุนแรง จนทำให้เหยื่อมีปัญหาทางจิต หรือถูกทำร้ายร่างกายบ้างก็มีเป้าหมาย คือ ทำอย่างไรให้คนที่แตกต่างสามารถอยู่ร่วมกันอย่างเข้าอกเข้าใจได้ ทำอย่างไรให้คนเราไม่ยึด “สิ่งที่เราคิดว่าควรจะเป็น” เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่สำคัญที่สุด คือ ทำอย่างไรให้คนที่ถูกข่มเหงรังแกสามารถยืนหยัดเข้มแข็งจากภายในได้ คุณนิคบอกว่า “ถ้าคุณโดนข่มเหงรังแกสิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือการกลั่นแกล้งคำพูดเยาะเย้ยและการกระทำร้ายกาจของพวกเขาแท้จริงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวคุณ หรือความบกพร่องใด ๆ ที่คุณอาจมีหรือพฤติกรรมใดๆ ของคุณเลย อันธพาลมีปัญหาของเขาเองจึงแกล้งคุณเพื่อให้ตนเองรู้สึกดีขึ้นเพื่อระบายความโกรธ เพื่อให้รู้สึกมีอำนาจมากขึ้นหรือบางครั้งอาจเพียงเพราะไม่รู้จะทำอะไรดี”

ในงานเปิดตัวหนังสือ “ยืนหยัด เข้มแข็ง” คุณโรสซาลีน่า อเล็กซานเดอร์ แม็คเคย์ ประธานมูลนิธิ The Rainbow Room แบ่งปันว่า “เราไม่รู้หรอกว่าจะถูกข่มเหงรังแกเมื่อไร แต่หนังสือเล่มนี้ช่วยให้วิธีการรับมือกับวิกฤติการณ์ที่คาดไม่ถึงได้อย่างมีเกียรติ โดยไม่ทำร้ายคนอื่นด้วย”
ในหนังสือ คุณนิคแบ่งปัน “ระบบป้องกันการข่มเหงรังแกจากภายใน” 10 ข้อ วันนี้ขอเล่าแค่สี่ข้อนะคะ อันดับแรก เราต้องหาคำตอบให้ได้ว่าเราเป็นใคร อันธพาลจะได้ไม่ทำให้เราไขว้เขว อันดับที่สอง เราต้องรับผิดชอบพฤติกรรมและความสุขของเราเอง อันธพาลจะได้ไม่มีอำนาจเหนือเรา อันดับที่สาม กำหนดค่านิยมที่ชัดเจน จนไม่มีอันธพาลคนไหนมาโยกคลอนได้ อีกข้อ คือ สร้างพื้นที่ปลอดภัยภายใน เป็นที่ที่ไม่ให้อันธพาลหรือใครที่ไหนทำให้เรารู้สึกแย่ได้
ด้วยข้อสุดท้าย คุณนิคยังมีตัวอย่างคำถามที่ให้เราถามตัวเองเพื่อค้นพาพื้นที่ปลอดภัย 13 ข้อ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ปกครอง เพื่อน หรือครูชมเชยคุณในเรื่องใดบ่อยที่สุด คุณชอบทำอะไรมากที่สุด อะไรที่ปลอบประโลมจิตวิญญาณของคุณและทำให้คุณทุ่มเทกายใจจนลืมทุกอย่างไปหมด เป็นต้น 

คุณนิคบอกว่า หลายคนที่ถูกรังแกกลายเป็นอันธพาลเสียเอง สุดท้ายเป็นวงจรอุบาทว์ จึงมีความตั้งใจเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อทำลายวงจรนี้ พวกเราทุกคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันเรื่องนี้ ขอให้ช่วยกันแบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้ให้กับเพื่อน พี่น้อง ผู้ปกครอง ครู และใครก็ได้ที่คิดว่าจะมีประโยชน์ ติดตามเรื่องราวของคุณนิคได้ที่ www.facebook.com/nickvujicic

ยังมีหนังสือดี ๆ อีกหลายเล่มที่ปลูกฝังให้เราอยู่ร่วมกับคนที่ต่างกับเราได้อย่างสุนทรีย์ เช่น Nancy The Cat (โดย Ellen Sim เกี่ยวกับหนูที่อุปถัมภ์แมวเป็นลูก) เมาคลีลูกหมาป่า (โดย Rudyard Kipling เกี่ยวกับเด็กผู้ชายที่ถูกหมาป่าอุปถัมภ์) คิดแตกต่างอย่างสร้างสรรค์ (โดย Hong Seo-yeo เกี่ยวกับเรื่องราวของบุคคลสำคัญของโลกที่มองต่างมุม เช่น บีโทเฟน ดาวินชี เป็นต้น) ลูกเป็นคนพิเศษนะ (โดย Ann Meek เกี่ยวกับเด็กที่มักถูกเพื่อนกีดกันไม่ให้เล่นด้วย) 

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2558

8th Wonder of the World

8th Wonder of the World
โดย คิม จงสถิตย์วัฒนา kim@nanmeebooks.com

     ไม่ว่าหนังสือ “Discover New Zealand Travel Guide” โดย Lonely Planet” และ “ล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า” โดย Gomdori Co. จะดีแค่ไหน แต่ก็ไม่สามารถสะท้อนถึงความมหัศจรรย์ของดินแดนกีวีอย่างนิวซีแลนด์ได้ จึงขอนำความประทับใจมาเล่านะคะ
·                     เที่ยว Mou Waho Island Nature Reserve (ทะเลสาบบนเกาะ ที่อยู่ในทะเลสาบบนเกาะ ที่อยู่ในทะเลสาบบนเกาะ ที่อยู่ในทะเล) กับ Chris Riley เจ้าของรางวัลท่องเที่ยวแบบรักษาธรรมชาติ คอนเซ็ป คือ “เกาะจะต้องมีสภาพที่ดีขึ้นกว่าก่อนมา” ครั้งนี้เราเป็นกลุ่มท่องเที่ยวที่ 6,0001 ที่ได้ปลูกต้น Totara บนเกาะนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่ใช่อยากปลูกอะไรก็ปลูก คริสต้องขอใบอนุญาตปลูกต้นไม้บนโมวาโฮ โดยต้องเอาเมล็ดที่ร่วงบนเกาะไปเพาะต้นกล้าที่บ้าน แล้วค่อยมาลงดินบนเกาะตามเดิม ตอนที่คนยุโรปมานิวซีแลนด์ใหม่ ๆ เอาต้นสน Racliata มาปลูกเยอะมาก หนามและรูปทรงของมันทำให้นกไม่สามารถวางไข่ได้อย่างปลอดภัย หกปีที่ผ่านมา รัฐบาลจึงต้องทะยอยตัดต้นสนนี้กว่าหกพันต้น (ยังไม่หมด) เพราะไม่งั้นจะปกคลุมไปทั้งเกาะภายในปี 2020 สะท้อนให้คิดว่า ต้นไม้ที่พวกเราไป “ปลูกป่า” มันถูกกับระบบนิเวศเดิมหรือไม่



·                  การอนุรักษ์สัตว์สงวนบนโมวาโฮ เช่น นก Weka ที่แสนเด๋อ (ซื่อมากจนถูกกิน) และแมลง Weta (ที่ฟื้นคืนชีพได้หลังจากถูกแช่แข็งนานกว่าหกร้อยปี!) เจ้าหน้าที่อุทยานจะวางกับดัก (ไข่สด เปลี่ยนทุกห้าสัปดาห์) ไว้ทั่วเกาะ เพื่อจับตัวเพียงพอนหางสั้น ซึ่งว่ายน้ำข้ามทะเลสาบมากิน Weka (สุดยอดไหมคะ) และในการอนุรักษ์แมลง Weta นักเรียนจาก Mount Aspiring College ออกแบบและสร้าง Weta Motel 40 หลัง เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้นก (รวมถึง Weka) กิน “เทพเจ้าแห่งความอัปลักษณ์” (สมญานามที่ชนเผ่าเมารีตั้งให้) ถือว่าเป็นโครงงาน STEM ชั้นเลิศ
·                 สัมผัสเสียงดังกัมปนาทและพลังของน้ำตก จนเปียกไปทั้งตัวใน Milford Sound ที่ Fjordland National Park ทำให้รู้ซึ้งว่ามนุษย์เราเป็นเพียงเศษธุลีของจักรวาล ช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน แต่ที่น่าสนใจก็คือ ถึงแม้เราจะเห็นน้ำตกนับพันสาย แต่มีของจริงเพียงสามสาย นอกนั้นคือน้ำฝน (เยอะและแรง) ที่ตกลงมาตามร่องบนภูเขา ซึ่งจะเปลี่ยนเส้นทางไปเรื่อย ๆ ที่นี่ฝนตกเยอะมาก ประมาณ 10 เมตรต่อปี (ปกติเขาจะวัดเป็น  มม.) มากเกือบหนึ่งเท่ากว่าป่าอะเมซอนเสียอีก
·                เดินขึ้นเขา Key Summit ใน Fjordland National Park ถึงแม้ไม่เห็นวิวอะไรเพราะหมอกบัง แต่การที่เดินจนสุด เติมเต็มความภูมิใจ ตอกย้ำว่า เวลาเราจะทำอะไร ต้องทำจนสุด อย่ามีข้ออ้าง ทำครึ่ง ๆ กลาง ๆ
·         ผจญสายฝนในหุบเขา Hooker Valley ที่ Mount Cook เพราะไม่เคยเดินในหุบเขา และเพราะเดินจนสุด ไม่ยอมแพ้เดินกลับทั้ง ๆ ที่เปียกและหนาวมาก ทำให้ได้ไปเจอทะเลสาบจากธารน้ำแข็ง น้ำอร่อยมากเช่นกัน
·         เดินบนธารน้ำแข็ง Tasman ด้วยรองเท้าหนามกับ Charlie Hobbs ไกด์ผู้มากประสบการณ์แสนถ่อมตน (อดีตหัวหน้าหน่วยกู้ภัยในแอนตาร์ติกาและอีกมากมาย) ประทับใจความอึดของเขาในการสู้รบกับรัฐบาลเป็นสิบปี กว่าจะเปิดร้านอาหาร The Old Mountaineer ด้วยปัญหาข้อระเบียบที่อยุติธรรมและมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับ The Hermitage ซึ่งผูกขาดกิจการในอุทยาน คงไม่มีประเทศไหนที่ไม่มีปัญหานี้ เส้นใหญ่เท่านั้นถึงจะรุ่งเรือง (น้ำอร่อยอีกแล้ว)

·                   ฟันยัค (Funyak – คล้ายล่องแก่งบนเรือยาง) บนแม่น้ำ Dart River เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นลักษณะแม่น้ำแบบ Braided River (เกิดขึ้นจากธารน้ำแข็ง มีเฉพาะในเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ อะแลสกา แคนาดา หิมาลัย) และพบว่าน้ำใน Dart River ช่างอร่อยเหลือเกิน ไกด์ทุกคนต้องผ่านการเรียนเรื่องระบบแม่น้ำอย่างดี เพื่อสามารถกู้ภัยได้ทันที ทำให้เห็นว่าโลกนี้มีหลายวิชาชีพเหลือเกิน และทุกวิชาชีพต้องมีความรู้ การฝึกซ้อม และการประเมินคุณภาพ
·                เผชิญกับความกลัวตอนกระโดดบันจี้จากสะพานคาวาราว ก่อนจะกระโดด ดิฉันหันไปบอกเจ้าหน้าที่ว่า “ฉันคงทำไม่ได้แน่ ๆ” แต่พอเขาบอกว่า “เธอทำได้แน่นอน เงยหน้าขึ้น แล้วกระโดด” ก็ทำได้


สุดท้าย ขอยกนิ้วโป้งพร้อมยืมสมญานามที่ Riyadh Kipling มอบให้นิวซีแลนด์ว่า “8th Wonder of the World!






วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

สอนให้เด็กรักธรรมชาติ

สอนให้เด็กรักธรรมชาติ
โดย คิม จงสถิตย์วัฒนา kim@nanmeebooks.com

เดือนที่แล้ว ดิฉันและคุณแม่ไปเที่ยวอุทยานที่นิกโก้ ประเทศญี่ปุ่น เดินกันยาวนานถึงแปดชั่วโมง ผ่านน้ำตก 4 สาย ป่าสน หนองบึง สู่ทะเลสาบ ต้องยกมือให้การท่องเที่ยวของเขาที่อำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวอย่างดี ทั้งครอบครัวที่มีลูกเล็กจนถึงสองตายาย ทั้งการทำแผนที่ ทำทางเดินที่สะดวก ที่สำคัญ ไม่ทำลายธรรมชาติ ต้นไม้ที่ล้มจะไม่ถูกเคลื่อน ยกเว้นขวางทางเดิน บางช่วงเมื่อเหลียวมองข้างทาง จะเห็นรากไม้สวยตระหง่านตั้งมุมฉากกับพื้น

ดิฉันประทับใจพ่อแม่ที่พาลูก ๆ มาเที่ยว ถึงแม้ว่าฝนจะตก ทุกคนก็ใส่เสื้อกันฝนค่อย ๆ เดินอย่างสบายใจ เด็ก ๆ ตื่นตาตื่นใจมาก หยุดชี้และตั้งคำถามกับทุกสิ่ง ตั้งแต่ใบไม้ แมลง ดอกไม้ หรือสาหร่ายที่ถูกดึงตามสายน้ำ ดิฉันเองยังสงสัยมากว่า น้ำแรงขนาดนั้น ทำไมสาหร่ายจึงไม่ขาด ธรรมชาติแสนลี้ลับและพิศวง จะปลูกฝังให้เด็ก ๆ รักธรรมชาติ ต้องออกมาเจอของจริงค่ะ
นอกจากไปสัมผัสของจริง หนังสือยังเป็นแหล่งเรียนรู้ชั้นยอด ทีมงานของดิฉันจัดพิมพ์หนังสือ “นิทานวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กช่างสงสัย” มี 6 หมวดใหญ่ คอนเซ็ปของหนังสือต้องการ “ชักชวนให้เด็ก ๆ มาเริ่มทำความรู้จักวิทยาศาสตร์ผ่านนิทานแสนสนุก อธิบายหลักการวิทยาศาสตร์ด้วยวิธีง่าย ๆ อาศัยเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่เด็กพบเห็นจริง พร้อมกิจกรรมท้ายเล่มให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ผ่านการลงมือทำ”
การใช้นิทานเป็นเครื่องมือจุดประกายเป็นสิ่งสำคัญมากนะคะ ดิฉันอยากชวนคุณพ่อคุณแม่อ่านหนังสือให้ลูก ๆ ฟังทุกคืน ถึงแม้ว่าลูกจะโตเกินกว่าจะอ่านนิทาน อ่านเปลี่ยนเป็นอ่านวรรณกรรมเยาวชนให้ลูกฟังก็ได้ แล้วจะสลับให้ลูกอ่านให้เราฟังก็ได้ค่ะ
สิ่งที่ต้องการ คือ เรื่องราวในนิทานหรือวรรณกรรมจะกระตุกต่อมเอ๊ะให้รู้สึกสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น จนเด็ก ๆ ต้องไปค้นคว้าหาความรู้ต่อว่ามันเป็นแบบนั้นได้อย่างไร ซึ่งอาจไปสืบเสาะจากของจริงในสวนหลังบ้าน สวนสาธารณะ อุทยานแห่งชาติ หรือผ่านหนังสือแนวเสริมความรู้ สารานุกรม การ์ตูนความรู้เป็นต้น หากจะต่อยอด เมื่อไปค้นความรู้เสร็จ อาจสงสัยต่อว่ามันจริงอย่างที่หนังสือพูดหรือเปล่า ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการทดลองค่ะ
สุดสัปดาห์ที่แล้ว ดิฉันและเพื่อน ๆ ไปเที่ยวภูหินร่องกล้า มีโอกาสเห็นลานหินปุ่มและลานหินแตก รู้สึกตื่นตาตื่นใจ ได้เห็นปรากฏการณ์ธรนีวิทยาที่เคยเรียนในวิชาภูมิศาสตร์ด้วยตาของตัวเอง ก่อนหน้านี้เคยเห็นแต่ในหนังสือ เลยอยากบอกทุกคนว่า หากอยากเห็นพื้นหินจากมหาสมุทรที่ถูกดันขึ้นมาเป็นภูเขา ให้มาดูที่นี่ เมื่อเห็นของจริง จะเรียนเข้าใจและสนุกมากขึ้นไปอีก
ยังไม่พอ เราไปต่อกันที่ภูทับเบิก เห็นทะเลหมอกที่สวยงาม ดิฉันตั้งคำถามว่า หมอกกับเมฆเหมือนกันหรือเปล่า แต่ละคนก็มีคำตอบต่างกัน ความขัดแย้งทางความคิดหรือความเข้าใจแบบนี้แหละค่ะที่จะเป็นตัวผลักดันของการเรียนรู้ชั้นดี กลับมาบ้านต้องรีบมาหาคำตอบในหนังสือ ก็มาเจอคำตอบในหนังสือ “สารานุกรมทำไม เฉลยสารพันข้อสงสัยที่คาใจเด็ก ๆ” โดย Choi, Hyang-Suk พอดี เพราะฉะนั้น หากเราอยากให้เด็ก ๆ (หรือแม้ผู้ใหญ่) กระหายเรียนรู้อย่างไร ต้องพาไปเจอปรากฏการณ์แปลกใหม่ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนมาก ๆ แล้วชวนคุยต่อ เห็นอะไร เพราะอะไร คิดอย่างไร เป็นต้น อยากให้เด็ก ๆ ชื่นชมธรรมชาติอย่างไร ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก


ขอปิดท้ายด้วยบทส่งท้ายของหนังสือ “สิ่งมีชีวิตในป่า” โดย Tatsuhide Matsuoka “ป่าดงดิบของโลกเรานี้ได้ถูกทำลายลง ทำให้พื้นที่ลดลงอย่างรวดเร็วถึง 170,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี (1 ใน 3 ของประเทศไทย) ซึ่งแน่นอน พรรณสัตว์ พืชนานาชนิดที่เคยมีอยู่ก็สูญสิ้นไปก่อนที่มนุษย์จะได้รู้จักพบเห็นอีก การสูญเสียนี้มีได้เพียงครั้งเดียว เพราะจะไม่มีการเกิดขึ้นทดแทนได้อีก ... หนังสือภาพนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความสนใจสิ่งมีชีวิตบนโลก แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี และหากป่าดงดิบยังคงอยู่ ความฝันที่มนุษย์จะได้พบสิ่งมีชีวิตและความรู้ใหม่ ๆ ก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม”

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558

เที่ยวอาสา ณ Elephant Nature Park



ตั้งแต่เปิดตัวหนังสือ “บันทึกของลูกช้าง” ของคุณหนูนา กัญจนา ศิลปอาชา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ดิฉันนึกอยากมาเยี่ยม คุณเล็ก แสงเดือน ชัยเลิศ ผู้ก่อตั้งศูนย์บริบาลช้าง Elephant Nature Park (ต้นตอของเรื่องในหนังสือ) มาตลอด เพราะอยากรู้จริง ๆ ว่าอะไรผลักดันให้หญิงเหล็กคนนี้ช่วยเหลือช้างไทยมากกว่า 200 ตัว และหากนักท่องเที่ยวไม่ควรสนับสนุนการขี่ช้าง ดูโชว์ช้าง หรือซื้ออ้อยให้ช้างกินบนท้องถนนในกรุงเทพฯ (อ่านความจริงแสนทารุณที่ช้างพวกนี้ต้องเจอได้ในหนังสือ “บันทึกของลูกช้าง”) เราจะสนับสนุนการท่องเที่ยวไทยและเชยชมความน่ารักของช้างได้อย่างไร

นอกจากจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมาเยือนแบบวันเดียวและค้างคืนแล้ว ที่นี่ยังเปิดโอกาสให้มา “เที่ยวอาสา” ด้วย ส่วนมากอาสาสมัครจะมาอยู่ที่นี่หนึ่งสัปดาห์ ดิฉันได้มีโอกาสคุยกับ Holly Wilson สาวน้อยวัย 23 จากแคลิฟอร์เนีย เธอฝันที่จะท่องเที่ยวและทำงานอาสาสมัครไปพร้อมกัน

“อาสาสมัครส่วนมากมาจากอังกฤษ อเมริกา และออสเตรเลีย พวกเราจะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละประมาณ 10 คน ทุกเช้าตื่นหกโมง ทานข้าวเจ็ดโมง ทำงานสองกะ กะเช้าเริ่มแปดโมง กะบ่ายเริ่มบ่ายโมง กะละประมาณ 3 ชั่วโมง เวียนงานไปเรื่อย ๆ งานที่ทำอาจไม่ได้อยู่กับช้างโดยตรง แต่เป็นงานที่จะช่วยให้ช้างอยู่สบายและทำให้ศูนย์ฯ ดำเนินงานได้ ได้แก่ ทำความสะอาดที่นอนของช้าง คือ เก็บอึและอาหารที่เหลือให้ที่นอนสะอาด เตรียมอาหารช้าง เช่น เอาแตงโมออกจากหลังรถ (เยอะมาก ซื้อทีละสี่ตัน เพราะช้างกินเยอะมากถึง 10% ของน้ำหนักตัว) ล้างให้สะอาด ไม่ให้มีสารเคมีตกค้าง หรือไม่ก็ไปตัดอ้อยหรือข้าวโพด” Holly บอกว่าตัดอ้อยยากหน่อย เพราะมีหนามแหลม ต้องใส่ถุงมือ ตัดข้าวโพดจะง่ายกว่า แต่ใครได้เวรตัดข้าวโพด ต้องไปทั้งวัน เพราะต้องนั่งรถออกไปประมาณหนึ่งชั่วโมง



“ฉันมีความสุขมากที่ได้มาที่นี่ นอกจากทำงานแล้ว ฉันยังได้ไปเดินเล่นกับช้าง เดินทีสามชั่วโมง ได้เจอช้างมากกว่ายี่สิบตัว แล้วไกด์ก็ให้ความรู้และเล่าประวัติช้างแต่ละตัวอย่างรู้จริง ตัวไหนไปช่วยมาจากคณะละครสัตว์ ตัวไหนถูกเจ้าของเดิมทำให้ตาบอด ก่อนฉันมาที่นี่ ฉันท่องเที่ยวไปทั่วประเทศไทย พักที่ฮอลเท็ล บรรยากาศก็จะโกลาหลหน่อย มีฉากปาร์ตี้เยอะ แต่ที่นี่ เราอยู่ท่างกลางป่าเขาลำเนาไหน สวยงามมาก”

“ฉันประทับใจทีมงานที่ทำงานอย่างตั้งใจจริง เช่น เวลาพวกเราปั้นข้าวเป็นลูกกลม ๆ ให้ช้าง ทีมงานจะตรวจละเอียดว่าพวกเราปั้นก้อนเท่ากันตามมาตรฐานไหม เพราะหากไม่เท่า ช้างจะรู้สึกไม่ยุติธรรม อาจมีน้อยใจหรืออิจฉาได้ ช้างก็จะเคืองกันและอิจฉากัน คือใส่ใจลงรายละเอียดจริง ๆ และตอนนี้ที่นี่ไม่ได้ช่วยแค่ช้าง แต่มีช่วยเหลือสุนัขจรจัดจากตอนที่กรุงเทพฯ น้ำท่วมหลายปีก่อนด้วย ตอนนี้มีสุนัขกว่า 400 ตัว”

ดิฉันถามคุณเล็กถึงที่มาของโครงการอาสาสมัคร “องค์กรที่ทำงานเรื่องสัตว์ส่วนมากเน้นรับการสนับสนุนเป็นเงิน แต่โครงการอาสาสมัครจะช่วยสร้างความยั่งยืน เพราะพี่คิดว่าเป็นการให้การศึกษา เป็นเหมือนพลังขับเคลื่อนที่จะส่งต่อสารไปในวงกว้าง เพราะเราได้เปิดใจให้พวกเขาเข้าใจเรื่องช้าง คนกลุ่มนี้จะมีพลังนำข้อมูลและความประทับใจไปสื่อสารให้เพื่อนต่อได้”

ดิฉันเห็นถึงความสำคัญของการอาสา ช่วงเวลาที่เราได้ทำประโยชน์ เราภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าของตัวเอง ช่วงเวลาที่เราได้ปฏิสัมพันธ์กับ “ชุมชน” และกับเพื่อนอาสาสมัครต่างถิ่น เราได้เปิดโลกทัศน์ แลกเปลี่ยนมุมมองชีวิต ตอนนี้เวลาสัมภาษณ์พนักงานใหม่ก็จะพิจารณาคนที่เคยออกค่ายมากเป็นพิเศษ

ลองไปเที่ยวอาสา (หรือเที่ยวเฉย ๆ ) ที่ศูนย์บริบาลช้าง Elephant Nature Park นะคะ